ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,060
    ค่าพลัง:
    +97,153
    หนึ่งในวีรบุรุษของชาติกัมพูชา

    SONKUY Hero of Khmer

    ออกญา ซอนกุย ( เขมร : សឺន គុយ ) เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดตระเปียง (ปัจจุบันคือจังหวัดตราวิญ) ของชาวเขมร เขาถูกประหารชีวิตโดยจักรพรรดิเถียวตรีแห่งราชวงศ์เหงียนในปี 1841 เพื่อแลกกับการรักษาประเพณีทางวัฒนธรรมของชาวเขมรครอม ปัจจุบัน บุคคลของชาวย์กุยได้กลายเป็นสัญลักษณ์และคำเรียกร้องของการแบ่งแยกดินแดนของชาวเขมรครอมใน ปัจจุบัน

    กุย เข้าร่วมกองทัพเมื่ออายุ 20 ปี เขาแต่งงานกับหญิงชาวกัมพูชาชื่อ เฟิน ในหมู่บ้านชัปเปล็ง จังหวัดพระตราเปียง ในปัจจุบันคือจังหวัดตราวิญประเทศเวียดนามเขาทำงานเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนั้น ซึ่งขณะนั้นยังอยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์ กัมพูชา

    ในรัชสมัยของ จักรพรรดิ เถียวตรีแห่งเวียดนามชาวเวียดนามได้เข้ามาและกดขี่ชาวเขมรในพื้นที่ซึ่งปัจจุบันคือเวียดนามใต้บังคับให้ชาวเขมรครอมละทิ้งศาสนาพุทธ ขนบธรรมเนียม ประเพณี และภาษาของตน กองทหารเวียดนามอยู่ภายใต้การบัญชาการของทีเช ซึ่งได้สั่งให้องลอฟ ผู้บัญชาการทหาร โจมตีจังหวัดพระตราเปียง ซึ่งเป็นจังหวัดเก่าของชาวเขมร วัดเขมร 500 แห่งได้ต่อต้านการกดขี่ของชาวเวียดนาม และอ็อกเนียกุยเป็นผู้นำของพวกเขา[ 1 ] อ็อกเนียกุยมีสหายร่วมรบใกล้ชิด 5 คน ได้แก่ พุชฮุย (หรือผู้ว่าการอำเภอ) คง, นายเมินเอก, นายตามอง, นายเตศาสะออม (บางคนเรียกเขาว่าอันศาสะออม) และนายตาโมโนรอส พวกเขาต่อสู้อย่างกล้าหาญเพื่อยับยั้งกองทัพเวียดนามที่รุกรานเคียงข้างอ็อกเนียกุย อ็อกญา ซอน กุย แต่งงานที่เมืองพระตราเปียงกับนางสาวเฟิน บุตรสาวของชาวนาเขมร

    กุย พ่ายแพ้และถูกศาลเว้ สั่ง ให้ประหารชีวิตด้วยการตัดศีรษะโดยทหารเวียดนามในปี พ.ศ. 2484 ศพของเขาอยู่ที่พระตราเปียง (ตริวิญ) ในการตีความสมัยใหม่ บางคนกล่าวว่าในฐานะผู้นำที่รักสันติ ชวาย ซอน กุย ในฐานะผู้นำของเขมรกรอมได้สละชีวิตเพื่อแลกกับการรักษาศาสนา สิทธิ และเสรีภาพของเขมรกรอม[ 2 ]

    หลังจากการตัดศีรษะของพระองค์ การลุกฮือของชาวนาเขมรครอมต้องเผชิญกับการตอบโต้จากทางการเวียดนามโดยปราศจากการสนับสนุนใดๆ จากพระเจ้าอังดวง

    คำพูดสุดท้ายของซอนกุยนั้นโด่งดังในกัมพูชา เช่นเดียวกับคำพูดสุดท้ายของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16ในฝรั่งเศสก่อนถูกประหารด้วยกิโยติน ไม่ว่าจะเป็นคำพูดดั้งเดิมหรือเรื่องแต่งขึ้นก็ยังคงต้องหาข้อสรุป แต่ก็ยังคงเป็นมรดกแห่งความภาคภูมิใจและวัฒนธรรมของชาวเขมร

    “ข้าพเจ้ารู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่งที่ได้พบกับเพื่อนร่วมชาติและ พระภิกษุ สงฆ์ก่อนที่ข้าพเจ้าจะจากโลกนี้ไป ข้าพเจ้าขออภัยโทษจากเพื่อนร่วมชาติและพระภิกษุสงฆ์ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลาย เพราะข้าพเจ้าไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะรับใช้มาตุภูมิของเราได้ดีไปกว่านี้ ดังนั้นข้าพเจ้าจึงต้องจบชีวิตลงเพื่อให้ชาติ [เขมร] ของเราดำรงอยู่ต่อไปโดยปราศจากความเสียใจแม้แต่น้อย บัดนี้ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม และ พุทธศาสนา เขมร ของเรา ได้รับการปกป้องแล้ว ดังนั้นขอให้พระภิกษุสงฆ์ผู้ทรงคุณวุฒิและเพื่อนร่วมชาติทั้งหลายจงรักษา ปกป้อง คุ้มครอง และพิทักษ์สิ่งเหล่านี้อย่างเคร่งครัดไม่ให้สูญหายไป ขอให้พระภิกษุสงฆ์ผู้ทรงคุณวุฒิและเพื่อนร่วมชาติทั้งหลายจงระลึกและเข้าใจอย่างชัดเจนว่าเผ่าพันธุ์เขมรของเราเคยเหนือกว่าและเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางไปทั่วโลก ดังนั้นเราต้องมั่นคงและสามัคคีกันเสมอ อย่าหลงกลอุบายของศัตรู อย่าขายตัวเองให้กับศัตรูใดๆ เพื่อให้พวกเขาสามารถฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และเพื่อนร่วมชาติของเราเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ในที่สุด ข้าพเจ้าเชื่ออย่างชัดเจนว่าข้าพเจ้าตายไปในฐานะปัจเจกบุคคล แต่จะมีเด็กเขมรนับล้านในอนาคตและ...” เพื่อนร่วมชาติผู้รักชาติอย่างสูงส่งและกล้าหาญ พร้อมที่จะเสียสละชีวิต ปกป้อง คุ้มครอง รักษา และดำรงไว้ซึ่งอธิปไตย เสรีภาพพระพุทธศาสนาและเชื้อชาติเขมร เพื่อให้สิ่งเหล่านี้ดำรงอยู่ต่อไปได้”

    https://www.facebook.com/share/p/17VxEfUcjY/

    PSX_20260124_115142.jpg FB_IMG_1769230200763.jpg FB_IMG_1769230203139.jpg
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,060
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อันนึ้ลอกเขามาน่ะ

    ความหมายของยันต์มงกุฎพระเจ้า
    FB_IMG_1769242127089.jpg
    สุดยอด!คาถามงกุฎพระพุทธเจ้า พระมหากษัตริย์ไทยใช้แต่โบราณมา สยบสัตว์ร้าย ป้องกันศัสตรา เมตตามหานิยม

    โดยคาถาที่ว่านี้ คนไทยใช้สวดกันมาแต่โบราณ มีชื่อว่า คาถา

    “มงกุฎพระพุทธเจ้า”

    หรือที่่รู้จักกันในชื่อ "คาถาอิติปิโสเรือนเตี้ย"

    อันเป็นคาถาเสกหญ้าให้ม้ากิน ที่หลวงปู่เอี่ยมถวายแก่ ร.5 เมื่อครั้งเสด็จประพาสยุโรป

    "มีตัวคาถาว่า "อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเส พุทธะนาเมอิ อิเมนา พุทธะตังโสอิ อิโสตังพุทธะปิติอิ "

    " อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเสพุทธนาเมอิ อิเมนา พุทธตังโสอิ อิโสตังพุทธปิติอิ

    คำแปลคาถามงกุฏพระพุทธเจ้า

    อิ ติปิโส วิเสเส อิ

    แม้เพราะเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงวิเศษ

    อิ เสเส พุทธะนาเม อิ

    เพราะวิเศษ ควรนอบน้อมพระพุทธเจ้า

    อิ เมนา พุทธะตังโส อิ

    เพราะนอบน้อมพระพุทธเจ้า เราจะเข้าถึงพระองค์

    อิ โสตัง พุทธะปิติ อิ

    เพราะเราเข้าถึงพระองค์ ก็จะปิติในพระพุทธเจ้า

    อุปเท่ห์ในการใช้พระคาถา

    ภาวนาทุกวันมิตกนรก เสกน้ำล้างหน้าทุกวันกันโรคภัยไข้เจ็บคุณไสยทั้งมวล ถ้าจะให้มีตบะเดชะให้ภาวนาทุกวัน เกิดสง่าราศีเป็นที่เมตตาแก่คนทั้งหลาย ให้ภาวนาแล้วแผ่เมตตาให้คนทั้งปวง ใครคิดร้ายก็ต้องมีอันเป็นไป ถ้าปรารถนาสิ่งใด ให้ภาวนาคาถานี้ ๑๘ คาบ เป็นไปได้ดังใจนึก

    ถ้าจะให้เป็นมหาจังงัง ให้ภาวนาคาถานี้ ๘ คาบเป็นมหาจังงังแล ถ้าจะให้เป็นมหาละลวยให้ภาวนา ๙ คาบ

    ถ้าช้างม้าวัวควายสัตว์ที่ดุร้ายทั้งหลาย ให้เสกหญ้าเสกของให้มันกิน กลับใจอ่อนรักเราแล ถ้าภูตพรายมันเข้าอยู่คน เสกข้าวให้มันกินออกแล

    ถ้าปรารถนาจะให้เสียงเพราะ ให้เสกสีผึ้งสีปากเสกหมากกินไป เทศนาสวดร้องเป็นที่พอใจคนทั้งหลาย ให้เสกแป้งผัดหน้า เสกมงกุฎรัดเกล้า เป็นสง่าราศีใครเห็นใครรักทุกคน

    อนึ่งให้เอาใบลานหรือกระดาษว่าวมาลงคาถานี้ ทำเป็นมงคลเสกด้วยตัวเอง สารพัดกันศาสตราอาวุธทั้งหลาย เป็นวิเศษนัก

    พระคาถาบทนี้ พระมหากษัตริย์แต่เก่าก่อนทรงใช้ประจำทุกพระองค์แล

    อนึ่งพระคาถานี้ใช้สำหรับภาวนาสักการะซึ่งพระบรมธาตุ พระพุทธปฏิมา พระเจดีย์สิ้นทั้งปวง แต่โบราณมากำหนดเอาพระคาถานี้ใช้อัญเชิญพระบรมธาตุเสด็จโดยปาฏิหาริย์แล

    เคล็ดในการสวดคาถา “มงกุฎพระพุทธเจ้า”

    หลักในการว่าคาถาให้มีความศักดิ์สิทธิ์นั้น มีพื้นฐานจาก " จิต " เป็นสำคัญ หากจิตมีสมาธิสูง ตั้งมั่นคาถาก็ยิ่งทรงความศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นระหว่างที่ว่าคาถาให้ จับลมหายใจสบายพร้อม ๆ กับการภาวนาคาถาบทนี้ เป็นขั้นที่ 1 ระดับสูงกว่านี้

    ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ท่านใช้คาถาบทนี้โดยมีนิมิต กำกับคาถา โดยทรงพุทธนิมิต ไว้ดังนี้ โดยตั้งกำลังใจว่าเรา ขอกราบอาธารณาบารมีพระพุทธเจ้าเสด็จประทับเหนือเศียรเกล้าของข้าพเจ้าเพื่อ.......ปกปักรักษาคุ้มครองข้าพเจ้าด้วยเทอญ

    " อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเสพุทธนาเมอิ อิเมนา พุทธตังโสอิ อิโสตังพุทธปิติอิ " เมื่อว่าคาถาจบ คาบที่ 1 ก็กำหนดอาราธณาพุทธนิมิตอยู่เบื้องหน้าของศีรษะของเรา และ ทรงพุทธนิมิตนี้เอาไว้

    " อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเส พุทธนาเมอิอิเมนา พุทธตังโสอิ อิโสตัง พุทธปิติอิ " ว่าคาถาจบที่ 2 ก็กำหนดพุทธนิมิตอีกพระองค์หนึ่ง อยู่เบื้องขวาของศีรษะของเรา และ ทรงพุทธนิมิตทั้งหมดเอาไว้

    " อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเสพุทธนาเมอิ อิเมนา พุทธตังโสอิ อิโสตังพุทธปิติอิ " ว่าคาถาจบที่ 3 ก็กำหนดพุทธนิมิตอีกพระองค์ อยู่ด้านหลังของศีรษะเรา และ ทรงพุทธนิมิตเอาไว้

    " อิติปิโสวิเสเสอิ อิเสเส พุทธนาเมอิ อิเมนา พุทธตังโสอิ อิโสตังพุทธปิติอิ " ว่าคาถาจบที่ 4 ก็กำหนดพุทธนิมิตอีกพระองค์ อยู่ด้านซ้าย และ ทรงพุทธนิมิตเอาไว้

    " อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเสพุทธนาเมอิ อิเมนา พุทธตังโสอิ อิโสตังพุทธปิติอิ " ว่าคาถาจบที่ 5 ก็กำหนด พุทธนิมิตอีกพระองค์อยู่ด้านตะวันออกเฉียงเหนือของศีรษะของเรา และ ทรงพุทธนิมิตเอาไว้

    " อิงติปิโสวิเสเสอิ อิเสเส พุทธนาเมอิ อิเมนา พุทธตังโสอิ อิโสตังพุทธปิติอิ " ว่าคาถาจบที่ 6 ก็กำหนดพุทธนิมิตอีกพระองค์ อยู่ด้านตะวันออกเฉียงใต้ของศีรษะของเรา และ ทรงพุทธนิมิตเอาไว้

    " อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเส พุทธนาเมอิ อิเมนาพุทธตังโสอิ อิโสตัง พุทธปิติอิ " ว่าคาถาจบที่ 7 ก็กำหนดพุทธนิมิตอีกพระองค์ อยู่ด้านตะวันตกเฉียงใต้ของศีรษะของเรา และ ทรงพุทธนิมิตเอาไว้

    " อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเส พุทธนาเมอิ อิเมนาพุทธตังโสอิ อิโสตัง พุทธปิติอิ " ว่าคาถาจบที่ 8 ก็กำหนดพุทธนิมิตอีกพระองค์ อยู่ด้านตะวันตกเฉียงเหนือของศีรษะของเรา และ ทรงพุทธนิมิตเอาไว้ทั้ง 8 พระองค์เรียงวนรอบศีรษะของเรา

    " อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเสพุทธนาเมอิ อิเมนา พุทธตังโสอิ อิโสตังพุทธปิติอิ "ว่าคาถาจบที่ 9 กำหนดพุทธนิมิตพระพุทธเจ้าองค์ใหญ่เสด็จประทับกึ่งกลางศีรษะเป็นยอดมงกุฎเปล่งประกายพรึก ทุกๆพระองค์เป็น มงกุฎเพชรพระพุทธเจ้าทั้งเก้าพระองค์บนเศียรเกล้าของเรา

    เมื่อทำได้แล้วจะเข้าใจได้ทันทีว่าคาถานี้ทำไมจึงมีชื่อว่า คาถามงกุฎพระพุทธเจ้า และ ให้ทรงมงกุฎพระพุทธเจ้านี้เอาไว้ตลอดเวลาเป็นการทรงอารมณ์ในพุทธานุสตกรรมฐาน
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,060
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ลอกเขามาน่ะครับ

    ยอดอานุภาพไม่มีประมาณของพระคาถาเงินล้าน
    FB_IMG_1769244340288.jpg
    พระคาถาเงินล้าน เรียกว่าเป็นสุดยอดพระคาถามีหลักฐานที่มาของคาถายอดพุทธคุณไม่เคยมีปรากฎมาก่อน นับตั้งแต่ พระคาถาประทานโดย สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึง ๒ พระองค์คือ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน และพระพุทธกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า (พระพุทธเจ้าองค์ที่ ๓ ในภัทรกัปนี้)

    คาถาจากพระปัจเจกพุทธเจ้าสืบสายจากหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค มอบแก่ลูกหลานโดย หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง ท่านปู่พระอินทร์ ท่านย่าศรี ท่านพระเจ้าแม่มัทรี บริวารท้าวเวสสุวรรณนำคาถามาบอกหลวงพ่อ ก็มีประวัติปรากฎเกี่ยวข้องกับคาถาเกินจะกล่าวได้ทั้งหมด

    อานุภาพของพระคาถา ทั้ง ปัดอุปสรรค เหตุร้ายไม่เกิด เมตตา มหาลาภ ค้าขายดี เรียกเงินแสนเงินล้าน เร่งลาภให้เร็วขึ้น ลาภไม่ขาดสาย เมื่อยกคาถาขึ้นสวดอำนาจพุทธคุณ ก็อาจทำให้ผู้สวดมีพลังงานศักดิ์สิทธิ์ ทั้งกาย วาจา ใจ ก็มีเดช ดึงดูดเหนี่ยวนำแต่สิ่งดี ๆ ให้มาปรากฏ เป็นโชคลาภ เงินทอง ความสุข ความเจริญ และมีสุคติเป็นที่สุดก็เป็นได้..

    เกร็ดที่มาคาถาเงินล้าน

    สัมปจิตฉามิ
    : คาถาสนองกลับ เหตุร้ายไม่เกิด ภัยที่เขาจะเข้ามาหาเรา จะถูกผลักไปหาเจ้าของ คือการปัดอุปสรรคไม่ให้กล้ำกรายเข้ามา

    นาสังสิโม
    : คาถาพระพุทธกัสสป สัมมาสัมพุทธเจ้า พระราชทาน สวดคาถาจบแรกนึกถึงพระองค์คาถาเงินล้านจึงมีผล

    บทแรก " พรหมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ "
    : ตัดอุปสรรคที่ลาภจะมา อันนี้ตัดอุปสรรคที่ลาภจะมาแต่เขามาบอกว่ามีผลแน่นอน คือว่าแกจะไม่ยอมให้ลูกแกจน พูดง่ายๆก็แล้วกันพระพุทธเจ้าก็ทรงยืนยัน บอกว่าให้หมด

    บทที่สอง " พรหมา จะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุเม "
    : คาถาบทนี้เป็นคาถาเงินแสนของท่าน

    บทที่สาม " มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุ เม "
    : บทนี้เป็นคาถาเรียกลาภ ปลุกพระวัดพนัญเชิง

    บทที่สี่ " มิเตพาหุหะติ "
    : เป็นคาถาเงินล้าน มียักษ์ตนหนึ่งนำความจากท้าวเวสสุวรรณนำคาถามาบทหนึ่งเป็นของพระกัสปะสัมพุทธเจ้า สวดภาวนาทุกวันจะมีอำนาจ เหตุร้ายไม่เกิด และเป็นมหาลาภนำมาสวดก่อนคาถาพระปัจเจก..(จากหนังสือลูกศิษย์บันทึกหน้า ๕๐) ให้นึกขอกับท่านสมเด็จพระกัสปสัมมาพุทธเจ้า และท่านท้าวเวสสุวรรณถึงมีผล

    บทที่ห้า " พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย พุทธัสสะ มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม "
    : เป็นคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า สืบจาก หลวงปู่ปาน วัดบางนมโค คาถาเงินงอกหลวงพ่อวัดท่าซุง เคยเล่าให้ฟังว่า นายแจ่ม เปาเล้ง ภาวนา คาถาพระปัจเจกพระพุทธเจ้า ประเภทภาวนาเป็นล่ำเป็นสัน บอกลูกบอกเมียว่า หลวงพ่อปานบอกว่าคาถาบทนี้ภาวนาแล้วรวย

    บทที่หก " สัมปติจฉามิ "
    : บทนี้ เป็นคาถาเร่งลาภให้ได้เร็วขึ้น

    บทที่เจ็ด " เพ็ง ๆ พา ๆ หา ๆ ฤา ๆ "
    : เป็นคาถามหาลาภ“ พระปัจเจกพุทธเจ้ามาบอกหลวงพ่อเมื่อ พ.ย.๒๕๓๓ เป็นภาษาโบราณ แต่เทียบกับภาษาไทยอ่านได้อย่างนี้ เป็นคาถามหาลาภ มีผลยิ่งใหญ่มาก หลวงพ่อสอนว่า "คาถาเงินล้าน สวดแค่วันละ ๙ จบยังทำไม่ได้ คน ๆนั้นก็ไม่น่าจะรวยตามอานุภาพคาถา"

    #แนะนำเกร็ดเกี่ยวกับคาถาเงินล้าน

    สวดคาถานี้จบแรก หลวงพ่อฤๅษีกำชับให้นึกขอบารมีพระพุทธเจ้าคาถาจึงมีผล

    หาก สวด ๙ จบ เป็นเบี้ยยาไส้ ช่วยให้คล่องตัวในความเป็นอยู่ไม่อัตคัด

    ถ้าอับจนเงินตึงตัว สวดอย่างน้อย ๓๐ จบต่อวันการเงินจะดีขึ้น... ธรรมวิโมกข์ ฉบับที่ ๒๒๑ หน้า ๗๑

    ภาวนาจนจิตเป็นสมาธิ ลาภผลก็มาเร็วตามอำนาจฌานสมาธิ *เพราะสมาธิฌานจัดเป็นคุรุกรรม (กรรมหนัก) ย่อมให้ผลก่อนกรรมอื่น (หนังสือธรรมวิโมกข์ ฉบับที่ ๒๓๖ หน้า )
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,060
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ชายเมืองล่าเสี้ยวกินยาฆ่าตัวตายหลังถูกกองทัพว้าบังคับเกณฑ์เป็นทหาร-เผยหนีกันจ้าละหวั่นยอมทิ้งบ้านเรือนไปหากินที่อื่น
    ---------
    สำนักข่าว SHAN รายงานว่า เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 ว่า กองกำลังสหรัฐว้า UWSA (United Wa State Army) ได้เรียกประชุมชาวบ้านในตำบลเมืองแก้ด ในเขตเมืองล่าเสี้ยว ทางตอนเหนือของรัฐฉาน ประเทศพม่า เพื่ออธิบายเกี่ยวกับการบริหารของทางกลุ่ม โดยกองกำลังว้าระบุว่า ต้องการชายหนุ่มในพื้นที่จำนวน 100 คน เข้ามารับการฝึกทหาร คำสั่งเกณฑ์ทหารใหม่นี้ได้ทำให้ชายหนุ่มรายหนึ่งเครียดหนักและตัดสินใจกินยาจบชีวิตตัวเอง เพราะไม่อยากไปเป็นทหารว้า

    มีรายงานว่า หลังการประชุมกับกองกำลังว้า ทางผู้นำชุมชนในตำบลเมืองแก้ด ได้กลับมาสั่งให้ชายหนุ่มในพื้นที่จัดเตรียมเสื้อผ้า เพื่อเตรียมตัวไปเข้ารับการฝึกทหารกับกองกำลังว้าในทันที ทำให้ชายหนุ่มในพื้นที่ต่างตกใจและหาทางหนี ขณะที่ชายหนุ่มบางส่วนสับสนไม่รู้จะทำอย่างไร

    “บางคนหนีออกจากพื้นที่ในวันนั้นเลย ขณะที่ชายหนุ่มบางส่วนไม่มีเงินและไม่รู้จะหนีไปที่ไหน และยังต้องทำงานหาเลี้ยงครอบครัว” ชาวเมืองล่าเสี้ยวรายหนึ่งกล่าว ซึ่งหลังกองกำลังว้า UWSA บังคับเกณฑ์ทหารใหม่ ในวันที่ 20 มกราคม 2569 ทำให้มีชายอายุ 40 ปี รายหนึ่งชื่อนายลอด ได้ตัดสินใจกินยาฆ่าตัวตาย เพราะไม่สามารถหาทางออกให้กับตัวเองได้

    “นายลอดที่กินยาเบื่อตาย เป็นคนจากหมู่บ้านหนองเงิน ที่เมืองต้างยาน และมาเป็นเขยที่หมู่บ้านโหเจ็ง เขากังวลหลายเรื่อง ทั้งเรื่องครอบครัว เรื่องหาเลี้ยงปากท้อง แล้วยังมาถูกใช้ให้ไปฝึกทหาร ทำให้เขาตัดสินใจกินยาฆ่าตัวตาย” ชาวบ้านในพื้นที่เปิดเผย โดยเมื่อปี 2568 ก็เคยเกิดเหตุการณ์กองกำลัง UWSA จัดตั้งกองกำลังชาวบ้านและเรียกให้ไปฝึกทหาร เนื่องจากการฝึกที่หนักและปัญหาการสื่อสารที่ไม่เข้าใจระหว่างกองกำลังว้าและชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านที่ไปฝึกทหารในครั้งนั้นได้รับความยากลำบากทั้งด้านจิตใจและร่างกาย หลังจากชาวบ้านได้เดินทางกลับบ้าน ชาวบ้านเป็นจำนวนมากตัดสินใจยอมทิ้งบ้านเรือนและไร่นาของตนเพื่อหนีไปอยู่ที่อื่น

    ชาวบ้านกล่าวว่า ชายหนุ่มเป็นจำนวนมากหนีออกจากพื้นที่เพราะไม่อยากเป็นทหาร กองกำลังชาวบ้านที่อยู่ในเมืองแก้ด สมาชิกส่วนใหญ่เป็นชายสูงอายุที่ถึงวัยไปนอนถือศีลอยู่ในวัด บางครั้งผู้บัญชาการสั่งให้กองกำลังชาวบ้านเหล่านี้ไปหาปลามาให้กิน กองกำลังว้าไม่รู้จักเคารพผู้สูงอายุ

    ทั้งนี้สถานการณ์ทหารว้าในพื้นที่เมืองแก้ดข่มเหงรังแกชาวบ้านนั้น เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองกำลังว้าไม่ได้รับรู้ การบังคับไปเป็นทหารเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากสำหรับชาวบ้านที่ยังอยู่ในพื้นที่ ตำบลเมืองแก้ดนั้นประกอบด้วย 13 หมู่บ้าน ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกของเมืองล่าเสี้ยว ตำบลเมืองแก้ดติดกับเมืองแสนหวี เมืองกุ๋นโหลง ซึ่งสามารถเดินทางต่อไปยังเมืองโหป่างและเมืองชินส่วยห่อ ของเขตปกครองโกก้าง MNDAA ได้
    อนึ่งในเมืองแก้ดนั้น มีกองกำลังปะหล่อง TNLA กองกำลังโกก้าง MNDAA กองกำลังอาระกัน AA และกองกำลังว้า UWSA เคลื่อนไหวอยู่ โดยตำบลเมืองแก้ด เขตเมืองล่าเสี้ยวนั้นถูกฝ่ายต่อต้านยึดได้ในปี 2566 และทางกลุ่มพันธมิตรอย่าง TNLA , MNDAA และ AA ตัดสินใจยกให้กองกำลังว้าดูแลปกครองตั้งแต่เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2567

    อีกด้านหนึ่ง เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 สื่อ SHAN ยังรายงานว่า ได้เกิดเหตุตึงเครียดทางทหารระหว่างพรรคก้าวหน้ารัฐฉาน/กองกำลังรัฐฉานเหนือ SSPP/SSA (Shan State Progress Party/Shan State Army) และกองกำลังปะหล่อง TNLA ตั้งแต่เมื่อวันที่ 17 มกราคมที่ผ่านมา หลังทหารของกองกำลังปะหล่อง TNLA พยายามรุกล้ำพื้นที่ของ SSPP/SSA บริเวณดอยกองมูก้ำก่อ ทางทิศตะวันตกของหมู่บ้านต้อสร้าง เขตเมืองจ๊อกเม และอีกในพื้นที่บริเวณดอยกองมูคำ ทางทิศเหนือของหมู่บ้านโหลงต้อสร้าง โดยทาง SSPP/SSA ระบุว่า หากทาง TNLA ยังรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ของตนก็จำเป็นต้องเปิดฉากยิง ซึ่งทั้งสองฝ่ายก็ยังคงตรึงกำลังกันจนถึงวันนี้

    https://www.facebook.com/share/1CDfWUVfFC/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,060
    ค่าพลัง:
    +97,153
    กองกำลังอาระกัน AA ห้ามคนหนุ่มสาวเดินทางออกรัฐยะไข่หวั่นหนีการเกณฑ์ทหาร-สร้างเงื่อนไขเปิดกั้นทำประชาชน-พ่อค้าเดือดร้อนกันถ้วนหน้า
    --------

    เมื่อวันที่ 19 มกราคา 2569 สำนักข่าว Development Media Group รายงานว่า สถานการณ์ของคนหนุ่มสาวในรัฐอาระกัน หรือรัฐยะไข่ ทางตะวันตกของพม่าถูกกองกำลังอาระกัน (Arakan Army - AA) สั่งห้ามไม่ให้เดินทางออกจากรัฐอาระกันเพื่อเดินทางไปพื้นที่อื่นๆของประเทศพม่า โดยหากต้องการเดินทางออกจากรัฐจะต้องดำเนินการหลายขั้นตอน เช่นต้องได้อนุญาตจากผู้นำชุมชนหมู่บ้าน ฝ่ายบริหารท้องถิ่น รวมถึงกองทัพอาระกัน AA

    ทั้งนี้ในอดีตประชาชนในพื้นที่สามารถเดินทางไปไหนได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องมีจดหมายรับรองหรือเอกสารการเดินทาง อย่างไรก็ตาม หลังข้อกฎกำหนดใหม่ถูกประกาศใช้โดยกองทัพ AA ชาวบ้านจะต้องขออนุญาตหลายขั้นตอนเพื่อเดินทางออกจากรัฐอาระกัน

    “เมื่อก่อน ชาวบ้านสามารถเดินทางไปยังอินเดียได้โดยไม่ต้องขออนุญาต แต่ตอนนี้ หากต้องการเดินทางออกจากรัฐอาระกัน ต้องเป็นกรณีที่มีความจำเป็น เช่น เข้ารับการรักษาพยาบาล ต้องการไปค้าขาย หรือความจำเป็นอื่นๆ” ชาวเมืองเจ้าก์ทอว์กลาว และว่า การตั้งกฎดังกล่าวขึ้น เนื่องจากทาง AA ต้องการป้องกันคนหนุ่มสาวที่ถึงเกณฑ์ต้องเป็นทหารเดินทางออกจากรัฐอาระกัน ภายใต้บทบัญญัติฉุกเฉินด้านการป้องกันประเทศ (NDEP) หลังจากมีจำนวนประชาชนพยายามออกจากรัฐอาระกันเพิ่มสูงขึ้น

    สำนักข่าว Development Media Group ยังรายงานว่า การตรวจสอบการเดินทางออกนอกรัฐอาระกันเริ่มขึ้นในปี 2025 โดยเริ่มแรกมุ่งเป้าไปที่พ่อค้าที่มุ่งหน้าไปยังเมืองมะโกย และขยายไปยังพ่อค้าที่มุ่งหน้าไปยังอินเดียด้วยข้อจำกัดที่เข้มงวดมากขึ้นในปี 2026

    "ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป พ่อค้าที่เดินทางไปอินเดียต้องมีจดหมายรับรองจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น พ่อค้าบางรายต้องเดินทางกลับที่ชายแดนเพราะไม่มีจดหมายดังกล่าว ก่อนหน้านี้ มีเพียงพ่อค้าที่เดินทางไปมะโกยเท่านั้นที่ต้องมีจดหมายเหล่านี้" พ่อค้าชาวอาระกันรายหนึ่งกล่าว "แม้แต่ผู้ที่ไปรับการรักษาพยาบาลก็ต้องมีจดหมายรับรองจากเจ้าหน้าที่ในหมู่บ้านและในระดับตำบลด้วย"

    ขณะที่ชาวบ้านเปิดเผยด้วยว่า การขออนุญาตออกนอกพื้นที่ที่ต้องดำเนินการหลายขั้นตอนเช่นนี้ ทำให้การเดินทางล่าช้าเป็นอย่างมาก โดยชายหนุ่มหลายคนในพม่าที่เข้าเกณฑ์เป็นทหารภายใต้กองกำลังอาระกัน AA กำลังพยายามออกจากรัฐอาระกันไปยังพื้นที่อื่นๆของพม่าเพื่อศึกษาต่อ

    ปัจจุบัน กองกำลังอาระกัน AA ควบคุม 14 เมือง ในรัฐอาระกัน รวมถึงเมืองปะแล็ตวา ในรัฐชินที่อยู่ใกล้เคียงด้วย

    สำนักข่าว Development Media Group ยังรายงานว่า ด้วยสงครามวิกฤติการเมืองในรัฐอาระกัน การเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ และจำนวนผู้ปลูกที่ลดลง ทำให้การเพาะปลูกดอกสิงโตโคมขาว หรือในภาษาพม่าเรียก ‘ตะสิ่งปาน’ สายพันธุ์กล้วยไม้สกุลสิงโตกลอกตาได้ลดลงอย่างมาก และกำลังเสี่ยงสูญพันธุ์ในอนาคต ซึ่งดอกไม้ชนิดนี้ รู้จักกันในฐานะเป็นดอกไม้ราชสำนักของพม่า เช่นเดียวกัน ดอกสิงโตโคมขาว เป็นดอกไม้ที่ชาวอาระกันให้ความสำคัญอย่างมากและถือเป็นดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ทั่วประเทศพม่า และยังใช้ในโอกาสพิเศษ เช่น พิธีแต่งงาน การปลูกดอกสิงโตโคมขาว ต้องอาศัยการดูแลอย่างระมัดระวัง เทคโนโลยีที่เหมาะสม และการดูแลเอาใจใส่อย่างต่อเนื่องจึงจะอยู่รอดได้ อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมดอกสิงโตโคมขาวได้รับผลกระทบอย่างหนักจากพายุไซโคลนโมชาในเดือนพฤษภาคมปี 2566 และกำลังเผชิญกับสถานการณ์ดิ้นรนเพื่อฟื้นตัว การสู้รบที่ปะทุขึ้นอีกครั้งในรัฐอาระกันได้สร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรหลายราย ซึ่งหลายคนต้องทิ้งต้นไม้ไว้เบื้องหลัง

    “เมื่อพายุไซโคลนโมชาพัดถล่ม บ้านของฉันพังทลายและฉันสูญเสียต้นไม้ไปหลายต้น แต่ฉันสามารถช่วยดอกสิงโตโคมขาวของฉันไว้ได้ ฉันได้ยินมาว่าพายุไซโคลนกำลังจะมาพร้อมกับลมแรงประมาณ 100 ไมล์ต่อชั่วโมง ดังนั้นฉันจึงนำต้นสิงโตโคมขาว ไปไว้ในโครงสร้างพิเศษ พวกมันรอด แต่ต้นไม้ชนิดอื่น ๆ ของฉันเกือบทั้งหมดถูกทำลาย ต้นสิงโตโคมขาวบางต้นถึงกับงอกขึ้นบนลำต้นอื่น” นางนินิอ่อง เกษตรกรผู้ปลูกดอกไม้ในเมืองเจ้าก์ทอว์กล่าว

    เกษตรกรผู้นี้กล่าวด้วยว่า ต้นสิงโตโคมขาว จำนวนมากตายไปเพราะเกษตรกรไม่สามารถดูแลได้ทุกวันในขณะที่ต้องพลัดถิ่นเนื่องจากความขัดแย้งในรัฐอาระกัน เช่นเดียวกัน ดอกสิงโตโคมขาวป่า ที่ขึ้นเองในป่าก็พบว่า ลดลงจำนวนมากและพบเห็นได้ยากมากขึ้นในรัฐอาระกัน เนื่องจากการตัดไม้ทำลายป่าในพื้นที่

    https://www.facebook.com/share/p/1EAdz13Jqc/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,060
    ค่าพลัง:
    +97,153
    หมดบุญแล้วลุงจาง ความหวังของหมู่บ้าน!

    รองประธานคณะกรรมาธิการทหารกลาง และสมาชิกโปลิตบูโร จาง โหย่วเสีย ถูกจับกุมแล้ว!

    เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา ตามรายงานจากกระทรวงกลาโหม
    รองประธานคณะกรรมาธิการทหารกลางแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน และสมาชิกโปลิตบูโร จาง โหย่วเสีย
    รวมถึง หลิว เจิ้นลี่ เสนาธิการกรมเสนาธิการร่วม คณะกรรมาธิการทหารกลาง
    ถูกนำเข้าสู่กระบวนการสอบสวนคดี เนื่องจากต้องสงสัยว่ากระทำความผิดทางวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง

    ผู้ที่ถูกสอบสวนครั้งนี้คือ
    รองประธานคณะกรรมาธิการทหารกลาง และสมาชิกโปลิตบูโร จาง โหย่วเสีย
    และเสนาธิการกรมเสนาธิการร่วม หลิว เจิ้นลี่

    “กวาดล้างจนคลั่ง จะตั้งกรุ๊ปแชตยังรวบคนไม่ครบแล้ว”

    ขณะนี้ คณะกรรมาธิการทหารกลาง
    ประธาน รองประธาน และกรรมการ

    FB_IMG_1769252885509.jpg FB_IMG_1769252887751.jpg

    เหลืออยู่เพียง สี จิ้นผิง และ จาง เซิ่งหมิน เท่านั้น
    https://www.facebook.com/share/177SpDKRD7/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,060
    ค่าพลัง:
    +97,153
    จีนตรวจพบโครงการก่อสร้างเมกะเขื่อนมณฑลฝูเจี้ยน ไม่ตรงตามออกแบบ และแอบเป็นแบบการก่อสร้าง ทางการได้จับผู้เกี่ยวข้องดำเนินคดี และสั่งหยุดโครงการก่อสร้างไว้แล้ว #ก่อสร้างกากเต้าหู้ #豆腐渣工程 #คอรัปชั่น #จีน

    https://www.facebook.com/share/p/1WhmAFmAdH/

    PSX_20260124_181316.jpg FB_IMG_1769253082513.jpg FB_IMG_1769253084421.jpg FB_IMG_1769253086268.jpg
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,060
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เกิดอะไรขึ้นที่ปักกิ่ง 6: ฮ่องเต้สีปราบกบฏจาง

    สิ่งที่เกิดขึ้นใน คณะกรรมาธิการทหารกลางของจีน (Central Military Commission – CMC) เวลานี้ คือการจัดระเบียบอำนาจครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี

    นายทหารระดับสูงที่เกี่ยวข้องในสมการนี้ ประกอบด้วย จาง โหย่วเสีย (Zhang Youxia) หลิว เจิ้นลี่ (Liu Zhenli) และจง เส้าจวิน (Zhong Shaojun)

    นายพลทั้งสามนายอยู่บนยอดสุดของปิระมิดกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA)

    ทั้งหมดกำลัง “หายไปจากสาธารณะ” พร้อมกัน

    แต่มีนายพลหนึ่งนายที่ผงาดขึ้นมา และกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น นั่นคือ จาง เซิ่งหมิน (Zhang Shengmin) นายพลฝ่ายตรวจสอบวินัย ผู้ควบคุมปฏิบัติการปราบคอรัปชั่นใน PLA

    นอกจากฮ่องเต้ สี จิ้นผิง แล้ว จาง เซิ่งหมิน คือสมาชิก CMC ที่ยังทำงานจริงเพียงคนเดียว โดยที่ยังไม่ได้ถูกบังคับให้ลดบทบาท หรืออุ้มหายไป

    ปฏิบัติการจับกุมแกนนำ PLA ล่าสุดมากกว่า 17 นาย ดำเนินการโดย หวัง เสี่ยวหง (Wang Xiaohong) รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ (Ministry of Public Security-MPS) หรือ ตำรวจจีน ซึ่งในทางปฏิบัติทำงานข่าวกรองในลักษณะคล้ายกับตำรวจลับด้วยเช่นกัน

    หวัง เสี่ยงหง กลายเป็นหนึ่งในคนที่ฮ่องเต้ไว้วางใจมากที่สุด เพราะนอกจากการปราบคอรัปชั่น และ “จับสายลับ” ระดับนายพลภายในประเทศแล้ว หวัง เสี่ยงหง ยังเป็นเจ้านายของหลิวจงอี้ที่ฮ่องเต้ส่งมาตรวจราชการที่หัวเมืองใหญ่อย่างไทย เมียนมา และกัมพูชา เพื่อปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์อีกด้วย โดยเฉพาะการจับกุมเฉินจื้อ (Chen Zhi) และเครือข่าย Prince Holding Group รวมถึงการส่งเสอ จื้อเจียง (She Zhijiang) กลับบ้านเกิด (หรือบ้านเก่า) ที่จีน

    จุดที่พีคที่สุดของการกวาดล้างนายพลระดับสูงล่าสุด คือ ภรรยาของจาง โหย่วเสีย (Zhang Youxia) ก็ถูกจับด้วย ซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก และเป็นการสะท้อนว่าการจับกุมจาง โหย่วเสีย ซึ่งเป็นผู้ท้าทายอำนาจฮ่องเต้โดยตรงในครั้งนี้ เป็นการดำเนินการขั้นเด็ดขาดเพื่อบีบให้คนเหล่านี้ “สารภาพ” และ “คาย” เครือข่ายทั้งหมดออกมา อันเป็นการบ่งชี้ว่าการจับกุมที่ผ่านมา ไม่ใช่การปราบปรามคอรัปชั่นเหมือนที่จีนพยายามแสดงออก แต่แท้จริงแล้วคือ การปราบกบฏที่ก่อตัวขึ้นในพรรคและกองทัพมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว

    คำถามคือ การใช้มาตรการเด็ดขาดจะทำให้ฮ่องเต้สามารถกุมอำนาจและสร้างเสถียรภาพได้จริงหรือไม่

    เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2026 ที่ผ่านมา ฮ่องเต้ สี จิ้นผิง ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ที่โรงเรียนพรรคคอมมิวนิสต์ แต่ทั้งจาง โหย่วเสีย และ หลิว เจิ้นลี่ ไม่ปรากฏตัว ทั้งคู่ไม่ไปกิจกรรมของวิทยาลัยป้องกันประเทศจีน และไม่ไปงานศพของพลเอกเว่ย ฟู่หลิน (Wei Fulin) รองเสนาธิการทหารที่เสียชีวิต

    พวงหรีดที่มีชื่อ จาง โหย่วเสีย ถูกสั่งให้ถอดออกจากพิธีศพดังกล่าว

    ในวัฒนธรรมการเมืองจีน นี่คือการประกาศให้รู้ว่า “คุณถูกถอดออกจากวงในแล้ว”

    ความขัดแย้งระหว่างฮ่องเต้ กับ จางโหย่วเสีย คุกกรุ่นมาหลายเดือนแล้ว

    สี จิ้นผิง เคยส่งสัญญาณให้ จาง โหย่เสีย เกษียณตัวเอง ใช้อายุและสุขภาพเป็นเหตุผลในการลงจากหลังเสืออย่างสง่างามและปลอดภัย

    แต่จาง โหย่วเสีย ไม่ยอมถอย เพราะเชื่อว่าตนเองยังมีฐานอำนาจใน PLA และความสัมพันธ์ส่วนตัวจะคุ้มกันได้

    เห็นได้ชัดว่าความมั่นใจเกินเหตุนำไปสู่การล่มสลายของจาง โหย่วเสีย

    ขณะเดียวกัน จาง เซิ่งหมิน ก็ถูกผลักดันให้ก้าวขึ้นมาเล่นบทบาทหลัก

    นี่เป็นการส่งสัญญาณของฮ่องเต้ใน 2 ข้อ คือ 1) การปราบคอรัปชั่น คือ เครื่องมือควบคุมอำนาจ และ 2) PLA ต้องมีภาพลักษณ์ที่ขาวสะอาดและขึ้นตรงต่อพรรคเท่านั้น

    สิ่งนี้ถูกเน้นย้ำด้วยการร่วงหล่นของ จง เส้าจวิน (Zhong Shaojun) อดีตคนสนิทของสี จิ้นผิง ผู้เป็นทั้งมือขวา คนบ้านเดียวกันกับฮ่องเต้

    จง เส้าจวิน เคยดูแลความมั่นคงระดับสูงสุดของ PLA แต่สุดท้ายก็ถูกย้ายและปลดออก เพื่อส่งสัญญาณให้กับนายพลทั้งกองทัพว่าแม้แต่คนใกล้ชิดฮ่องเต้ก็ไม่อาจรอดพ้นจากการกวาดล้าง

    แต่ไม่ใช่การกวาดล้างเพื่อปราบทุจริตเหมือนที่จีนพยายามสร้างภาพให้โลกเห็น

    หากแต่เป็นการกวาดล้างเพื่อ “จับสายลับ” และกบฏภายใน PLA ที่พยายามก่อการโค่นล้มฮ่องเต้

    https://www.facebook.com/share/p/14VnqF6AaWT/

    PSX_20260124_181915.jpg FB_IMG_1769253442586.jpg
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,060
    ค่าพลัง:
    +97,153
    นี่เป็นบทพุทธาภิเษก ที่ผมถอดมาจากวีดีโอในยูทูป ไม่แน่ใจที่พิมพ์ไว้ครบหรือเปล่าแต่ที่จดโดยลายมือครบแน่นอน ชอบนั่งจดบทสวดมนต์น่ะครับ มันทำให้ใจสงบ เวลาไม่สบายใจลองทำดูได้ครับ



    Screenshot_2026-01-24-18-21-02-04_f9ee0578fe1cc94de7482bd41accb329.jpg

    พระคาถาพุทธาภิเสก
    นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
    นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
    นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

    ๑ - พุทธาทิจโจ มะหาเตโช ธัมมะจันโท ระสาหะโร
    สังฆะตาระคะโณ เสฏโฐ อัมเห รักขันตุ ปายะโต

    ๒ - นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ วิชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะธัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ ฯ เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ พุทโธ วิยะ พุทธะรูปัมปิ

    ๓ - มะหาเตชัง มะหานุภาวัง *ภะวะตุ* ยาวะ สาสะนังฯ

    ๔- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ทานะปาระมี สัมปันโน
    นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ทานะอุปะปาระมี สัมปันโน
    นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ทานะปะระมัตถะ ปาระมีสัมปันโน

    ๕- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา สีละปาระมี สัมปันโน
    นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา สีละอุปะปาระมี สัมปันโน
    นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา สีละปะระมัตถะปาระมี สัมปันโน

    ๖- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา เนกขัมมะปาระมี สัมปันโน
    นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา เนกขัมมะอุปะปาระมี สัมปันโน
    นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา เนกขัมมะปะระมัตถะปาระมี สัมปันโน
    ๗- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ปัญญาปาระมี สัมปันโน
    นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ปัญญาอุปะปาระมี สัมปันโน
    นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ปัญญาปะระมัตถะปาระมี สัมปันโน

    ๘- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา วิริยะปาระมี สัมปันโน
    นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา วิริยะอุปะปาระมี สัมปันโน
    นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา วิริยะปะระมัตถะปาระมี สัมปันโน

    ๙- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ขันติปาระมี สัมปันโน
    นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ขันติอุปะปาระมี สัมปันโน
    นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ขันติปะระมัตถะปาระมี สัมปันโน

    ๑๐- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา สัจจะปาระมี สัมปันโน
    นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา สัจจะอุปะปาระมี สัมปันโน
    นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา สัจจะปะระมัตถะปาระมี สัมปันโน

    ๑๑- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา อะธิฏฐานะปาระมี สัมปันโน
    นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา อะธิฏฐานะ อุปะปาระมี สัมปันโน
    นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา อะธิฏฐานะปะระมัตถะปาระมี สัมปันโน

    ๑๒- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา เมตตาปาระมี สัมปันโน
    นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา เมตตาอุปะปาระมี สัมปันโน
    นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา เมตตาปะระมัตถะปาระมี สัมปันโน

    ๑๓- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา อุเปกขาปาระมี สัมปันโน
    นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา อุเปกขาอุปะปาระมี สัมปันโน
    นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา อุเปกขาปะระมัตถะปาระมี สัมปันโน

    ๑๔- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ทะสะปาระมีสัมปันโน
    นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ทะสะอุปะปาระมี สัมปันโน
    นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ทะสะปะระมัตถะปาระมี สัมปันโน

    ๑๕- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา สะมะติงสะปาระมี สัมปันโน
    (หยุด)

    ๑๗ - นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา อะนันตะวิตถาระคุณะสัมปันโน

    ๑๘ - นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ปัญจะมะหาปะริจจาคะปาระมี สัมปันโน ฯ
    นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ธะนะปะริจจาคะปาระมี สัมปันโน
    นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา อังคะปะริจจาคะปาระมี สัมปันโน ฯ
    นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ชีวิตะปะริจจาคะปาระมี สัมปันโน ฯ
    นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ปุตตะปะริจจาคะปาระมี สัมปันโน
    นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ภะริยาปะริจจาคะปาระมี สัมปันโน

    ๑๙- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ติวิธะจะริยา สัมปันโน
    นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา โลกัตถะจะริยา สัมปันโน
    นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ญาตัตถะจะริยา สัมปันโน
    นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา พุทธัตถะจะริยา สัมปันโน

    ๒๐- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ติวิธะสุจะริตะ สัมปันโน
    นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา กายะสุจะริตะ สัมปันโน
    นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา วะจีสุจะริตะ สัมปันโน
    นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา มะโนสุจะริตะ สัมปันโน

    ๒๑- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา อะภิสัมโพธิ สัมปันโน
    นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา สัพพัญญุตัญญาณะสัมปันโน
    นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา อะนาวะระณะ ญาณะ สัมปันโน

    ๒๒- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา มะหาปัญญา สัมปันโน
    นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ปุถุปัญญา สัมปันโน
    นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา คัมภีระปัญญา สัมปันโน
    นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา หาสะปัญญา สัมปันโน
    นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ชะวะนะปัญญา สัมปันโน
    นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ติกขะปัญญา สัมปันโน
    นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา นิพเพธิกะปัญญา สัมปันโน

    ๒๓- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ยะมะกะ ปาฏิหาริยะ สัมปันโน
    นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ติวิธะวิชชา สัมปันโน
    ทิพพะจักขุง วิชชา สัมปันโน
    อาสะวักขะยะวิชชา สัมปันโน

    ๒๔- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา จะตุเวสารัชชะ ญาณะสัมปันโน
    พุทธัตเตวิสาระทะญาณะสัมปันโน
    อาสะวักขะเยวิสาระทะญาณะสัมปันโน
    อะนันตะราเย วิสาระทะญาณะสัมปันโน
    ธัมมะเทสะนายะ วิสาระทะญาณะสัมปันโน

    ๒๕- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา จะตุปะฏิสัมภิทาญาณะ สัมปันโน
    ปะเภทะคะตา อัตถะปะฏิสัมภิทา ญาณะสัมปันโน
    ปะเภทะคะตา ธัมมะปะฏิสัมภิทา ญาณะสัมปันโน
    ปะเภทะคะตา นิรุตติปะฏิสัมภิทา ญาณะสัมปันโน
    ปะเภทะคะตา ปะฏิภาณะปะฏิสัมภิทา ญาณะสัมปันโน

    ๒๖- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ปัญญาจักขุ สัมปันโน
    อาสะยานุสะยะญาณะสัมปันโน
    เหฏฐิมะมัคคะผะละญาณะจักขุ สัมปันโน
    สะมันตะจักขุ สัมปันโน
    ทิพพะจักขุ สัมปันโน
    ปัญญาจักขุ สัมปันโน

    ๒๗- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา อะสาธาระณะ ญาณะสัมปันโน
    อินทุริยะปะโรปะริยะญาณะ สัมปันโน
    อาสะยานุสะยะญาณะ สัมปันโน
    ยะมะกะปะฏิหาริยะญาณะ สัมปันโน
    มะหากะรุณาสะมาปัตติญาณะ สัมปันโน
    อะนาวะระณะญาณะ สัมปันโน
    สัพพัญญุตัญญาณะ สัมปันโน

    ๒๘- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา สัตตะโพชฌังคะ ระตะนะ สัมปันโน
    สะติสัมโพชฌังคะระตะนะ สัมปันโน
    ธัมมะวิจะยะสัมโพชฌังคะระตะนะ สัมปันโน
    วิริยะสัมโพชฌังคะระตะนะ สัมปันโน
    ปีติสัมโพชฌังคะระตะนะ สัมปันโน
    ปัสสัทธิสัมโพชฌังคะระตะนะ สัมปันโน
    สะมาธิสัมโพชฌังคะระตะนะ สัมปันโน
    อุเปกขาสัมโพชฌังคะระตะนะ สัมปันโน

    ๒๙- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา อัฏฐะวิชชา สัมปันโน
    ฉัตติงสะโกฏิสะหัสสะมะหา วะชิระวิปัสสะนาญาณะวิชชา สัมปันโน
    จะตุวีสะติโกฏิสะตะสะหัส สะมาปัตติปุเรจาริกมะหา วะชิระวิปัสสะนาญาณะวิชชา สัมปันโน
    มะโนมะยิทธิญาณะวิชชา สัมปันโน
    อิทธิวิธิญาณะวิชชา สัมปันโน
    ทิพพะโสตะญาณะวิชชาสัมปันโน
    เจโตปะริยะญาณะวิชชาสัมปันโน
    ปุพเพนิวาสานุสสะติญาณะวิชชา สัมปันโน
    ทิพพะจักขุญาณะวิชชา สัมปันโน
    อาสะวักขะยะญาณะวิชชา สัมปันโน

    ๓๐- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา นะวานุปุพพะวิหาระ สัมปันโน
    ปะฐะมัชฌานะสะมาปัตติ สัมปันโน
    ทุติยัชฌานะสะมาปัตติ สัมปันโน
    ตะติยัชฌานะสะมาปัตติ สัมปันโน
    จะตุตถัชฌานะสะมาปัตติ สัมปันโน
    อากาสานัญจายะตะนะสะมาปัตติสัมปันโน
    วิญญาณัญจายะตะนะสะมาปัตติ สัมปันโน
    อากิญจัญญายะตะนะสะมาปัตติ สัมปันโน
    เนวะสัญญานาสัญญายะตะนะสะมาปัตติ สัมปันโน
    สัญญาเวทะยิตะนิโรธะสะมาปัตติ สัมปันโน/

    ๓๑- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ทะสะพะละญาณะ สัมปันโน
    ฐานาฐานะญาณะพะละ สัมปันโน
    สัพพัตถะคามินีปะฏิปะทาญาณะพะละ สัมปันโน
    อะเนกะธาตุนานาธาตุญาณะพะละ สัมปันโน
    สัตตานัง นานาธิมุตติกะตะญาณะพะละ สัมปันโน
    อะตีตานาคะตะปัจจุป ปันนานัง กัมมะสะมาทานานัง ฐานะโส เหตุ โส วิปากัง
    เวทิตัตตาญาณะพะละ สัมปันโน
    ปะระสัตตานัง ปะระปุคคะลานัง
    อินทฺริยะปะโรปะริยะญาณะพะละ สัมปันโน
    สัพเพสัง ญาณะวิโมกขะสะมาธิสะมาปัตตีนัง สังกิเลสะโวทานะวุฏฐานะญาณะพะละ สัมปันโน
    ปุพเพนิวาสานุสสะติญาณะพะละ สัมปันโน
    จุตูปะปาตะญาณะพะละ สัมปันโน
    อาสะวักขะยะญาณะพะละ สัมปันโน ฯลฯ

    ๓๒- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ปัณณะระสะจะระณะ สัมปันโน
    สีละสังวะระจะระณะธัมมะ สัมปันโน
    อินทริเยสุ คุตตัทวาระตาจะระณะธัมมะ สัมปันโน
    โภชะเนมัตตัญญุตาจะระณะธัมมะ สัมปันโน
    ชาคะริยา นุโยคะมะนุยุตตะตาจะระณะธัมมะ สัมปันโน
    สัทธาจะระณะธัมมะ สัมปันโน
    หิริจะระณะธัมมะ สัมปันโน
    โอตตัปปะจะระณะธัมมะ สัมปันโน
    พาหุสัจจะจะระณะธัมมะ สัมปันโน
    อารัทธะวิริยะตาจะระณะธัมมะ สัมปันโน
    อุปัฏฐิตะสะติตาจะระณะธัมมะ สัมปันโน
    ปัญญะวันตะตาจะระณะธัมมะ สัมปันโน
    ปะฐะมัชฌานะ จะระณะธัมมะ สัมปันโน
    ทุติยัชฌานะจะระณะธัมมะ สัมปันโน
    ตะติยัชฌานะจะระณะธัมมะ สัมปันโน
    จะตุตถัชฌานะจะระณะธัมมะ สัมปันโน

    ๓๓- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา อัฏฐาระสะพุทธะธัมมะ สัมปันโน
    อะตีตัง เส อัปปะฏิหะตะญาณะ สัมปันโน
    อะนาคะตัง เส อัปปะฏิหะตะญาณะ สัมปันโน
    ปัจจุปปันนัง เส อัปปะฏิหะตะญาณะ สัมปันโน

    ๓๔- อิเมหิ ตีหิ ธัมเมหิ สะมันนาคะตัตตา โส ภะคะวา
    ญาณะปุพพังคะมะ นะ ญาณานุปะริวัตติ กายะกัมมะ สัมปันโน
    ญาณะปุพพังคะมะญาณานุปะริวัตติ ตะ วะจีกัมมะ สัมปันโน
    ญาณะปุพพังคะมะญาณานุปะริวัตติ ตะ มะโนกัมมะ สัมปันโน

    ๓๕- อิเมหิ ตีหิ ธัมเมหิ สะมันนาคะตัตตา โส ภะคะวา สันทัสสะนะปะริปุณโณ
    ธัมมะเทสะนายะ ปะริปุณโณ วิริยัสสะ ปะริปุณโณ
    สะมาธิสสะ ปะริปุณโณ ปัญญายะ ปะริปุณโณ วิมุตติยา ปะริปุณโณ

    ๓๖- อิเมหิ ทะวาทะสะหิ ธัมเมหิ สะมันนาคะตัสสะ ภะคะวะโต
    นัตถิ ทะวา นัตถิ ระวา นัตถิ อัปปะมัตตัง นัตถิ เวคายิตัตตัง
    นัตถิ อัพยา วัฏฏะมาโน นัตถิ อัปปะฏิสังขา อุเปกขาติ อัฏฐาระเสวะ เต โหนติ /

    ๓๗- พุทธะธัมมา อะจินติยา อะจินเตยเยสุ ปะสันนานัง วิปาโก โหติ อะจินติโย เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ
    พุทโธ วิยะ พุทธะรูปัมปิ มะหาเตชัง มะหานุภาวัง ภะวะตุ สัพพะทา
    อะโถปิ ราชะภัณฑานิ อาวุธานิ อะเนกะธา เตชะวันตานิ ติฏฐันติ อานุภาวัปปะสิทธิยาฯ
    อะยัง ภะคะวะโต ธัมมะตายะ โถมะนา คาถา สะมัตตา
    หยุด

    ๓๘- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา ทะวัตติงสะ มะหาปุริสะลักขะณะสัมปันโน
    สุปะติฏฐิตะปาโท โข โส ภะคะวา พุทธัสสะ ภะคะวะโต
    เหฏฐาปาทะตะเลสุ เทว(ทเว)จักกานิ ชาตานิ สะหัสสารานิ สะเนมิกานิ
    สะนาภิกานิ สัพพาการะปะริปูรานิ อายะตะปัณหิ โข โส ภะคะวา
    ทีฆังคุลี โข โส ภะคะวา มุทุตะลูนะหัตถะปาโท โข โส ภะคะวา
    ชาละหัตถะปาโท โข โส ภะคะวา อุสสังขะปาโท โขโส ภะคะวา
    เอณิชังโฆ โข โส ภะคะวา ฐิตะโกวะ อะโนนะมันโต
    อุโภหิ ปาณิตะเลหิ ชานุกานิ ปะริมัชชันโต โข โส ภะคะวา
    โกโสหิตะวัตถะ คุยโห โข โส ภะคะวา สุวัณณะวัณโณ กาญจะนะสันนิภะตะโจ โข โส ภะคะวา
    สุขุมัจฉะวี โข โส ภะคะวา สุขุมัจฉะวิตายะ ระโช ชัลเลนะ
    อะนุปะลิม ปิตะกาโย โข โส ภะคะวา เอเกกะโลโม โขโส ภะคะวา
    อุทธัคคะโลโม โข โส ภะคะวา พรัหมุชุคัตโต โข โส ภะคะวา
    สัตตุสสะโท โข โส ภะคะวา สีหะปุพพัฑฒะคัตโต โขโส ภะคะวา
    ปิตตันตะรังโส โข โส ภะคะวา นิโครธะปะริมัณฑะโล โข โส ภะคะวา
    สะมะวัฏฏักขันโธ โข โส ภะคะวา สะรัคคะสัคคี โข โส ภะคะวา
    สีหะหะนุ โข โส ภะคะวา จัตตาฬีสะทันโต โข โส ภะคะวา
    สะมะทันโต โข โส ภะคะวา อะวิรุฬหะทันโต โข โส ภะคะวา
    สุสุกกะทาโฐ โขโส ภะคะวา ปะหุตะชิวโห โข โส ภะคะวา
    พรัหมะสะโร กะระวิกะภาณี โข โส ภะคะวา อะภินีละเนตโต โข โส ภะคะวา
    โคปปะมุโข โข โส ภะคะวา
    พุทธัสสะ ภะคะวะโต ภะมุกันตะเร ชาตา โอทาตา มุทุกา ตุละสันนิภา อุณหิสะสีโส โข โส ภะคะวา
    ทะวัตติงสะเยวะ เต โหนติ มะหาสัตตัสสะ ลักขะณา ทะวัตติงสะลักขะโณ พุทโธ สุนักขัตโต วะ
    _จันทิมา เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ พุทโธ วิยะ พุทธะรูปัมปิ มะหาเตชัง มะหานุภาวัง ภะวะตุ ยาวะ สาสะนัง
    ฯ หยุด ฯ

    ๓๙- นิสสังสะยัง โส โข โน ภะคะวา อะสีตะยานุพยัญชะนะสัมปันโน
    ปีตังคุลี โข โส ภะคะวา อะนุปุพพังคุลี โข โส ภะคะวา
    วัฏฏังคุลี โข โส ภะคะวา ตามพะนะโข โข โส ภะคะวา
    นิคุยหะโคปปะโก โข โส ภะคะวา นิสิทธะนะโข โข โส ภะคะวา
    นิคุยหะโคปปะโก โข โส ภะคะวา สะมะปาโท โข โส ภะคะวา
    คะชะสะมานักกะโม โข โส ภะคะวา สีหะสะมานักกะโม โข โส ภะคะวา
    อุสะภะมานักกะโม โข โส ภะคะวา ทักขิณาวะฏาวัฏฏะโน โข โส ภะคะวา
    สะมันตะจารุชาณุมัณฑะโล โข โส ภะคะวา ปะริปุณณะ ปุริสัพยัญชะโน โข โส ภะคะวา
    ทักขิณาวัฏฏะนาภี โข โส ภะคะวา อัจฉินทะนาภี โข โส ภะคะวา
    สุวัณณะกัททะลีสะทิสะอุรุ โข โส ภะคะวา เอราวะณะกะระสะทิสะภุโช โข โส ภะคะวา
    สุจิคัตโต โข โส ภะคะวา โกมะละอะนุสสันนานุสสันนะ สัพพะคัตตะลิตโต โข โส ภะคะวา
    อะลีนะคัตโต โข โส ภะคะวาฯ ติละกาทิวิระหิตะคัตโต โข โส ภะคะวา
    อะนุปุพเพนะ รุจิระคัตโต โข โส ภะคะวา วิสุทธะคัตโต โข โส ภะคะวา
    โกฏิสะหัสสานัง ปะกะติหัตถีนัง พะละธะโร โข โส ภะคะวา
    ปุริสะพะละคะณะนายะ โกฏิสะตะสะหัสสานัง พะละธะโร โข โส ภะคะวา
    ตุงคะนาโส โข โส ภะคะวา สุสัณฐานะนาโส โข โส ภะคะวา
    รัตตัทวิชะปะโส โข โส ภะคะวา สุกกะทันโต โข โส ภะคะวา
    สินิทธะทันโต โข โส ภะคะวา วิสุทธินทะริโย โข โส ภะคะวา
    วัฏฏะทาโฐ โข โส ภะคะวา อายะตะทันโต โข โส ภะคะวา
    อุชุเลโข โข โส ภะคะวา คัมภีระปาณิเล โข โส ภะคะวา
    อายะตะเล โข โส ภะคะวา สุรุจิระสัณฐานะเล โข โส ภะคะวา
    ปะริมัณฑะละกายะภาวันโต โข โส ภะคะวา ปะริปุณณะกะโปโล โข โส ภะคะวา
    อายะตะวิสาละเนตโต โข โส ภะคะวา ปัญจะปะสาทะวันตะเนตโต โข โส ภะคะวา
    อะกุฏิตะมุโข โข โส ภะคะวา มุทุตะนุกะรัตตะชิวโห โข โส ภะคะวา
    อายะตะชิวโห โข โส ภะคะวา อายะตะสุรุจิระกัณโณ โข โส ภะคะวา
    นิคันถิสิโร โข โส ภะคะวา นิคุยหะสีโห โข โส ภะคะวา
    ฉัตตะนิภะจารุสีโส โข โส ภะคะวา อายะตะปุถุละนะลาตะโสโภ โข โส ภะคะวา
    สุสัณฐานะภะมุโก โข โส ภะคะวา กัณหะ ภะมุโก โข โส ภะคะวา
    อะนุโลมะภะมุโก โข โส ภะคะวา มะหาภะมุโก โข โส ภะคะวา
    อะยะตะ ภะมุโก โข โส ภะคะวา อายะวาภะมุโก โข โส ภะคะวา**
    สุขุมาละคัตโต โข โส ภะคะวา อะติวิยะ อุชชะลิตะคัตโต โข โส ภะคะวา
    วิมะละคัตโต โข โส ภะคะวา สินิทธะคัตโต โข โส ภะคะวา
    สุคันธะตะนุ โข โส ภะคะวา สะมะโลโม โข โส ภะคะวา
    สุนีละโลโม โข โส ภะคะวา กุณฑะลาวัฏฏะกะโลโม โข โส ภะคะวา
    ทักขิณาวัฏฏะกะโลโม โข โส ภะคะวา สุสัณฐานะโลโม โข โส ภะคะวา
    สินิทธะโลโม โข โส ภะคะวา อะลุลิตะโลโม โข โส ภะคะวา
    อะติสุขุมะอัสสาสะปัสสาสะจาระโณ โข โส ภะคะวา สุสัณฐานะมุโข โข โส ภะคะวา
    สุคันธะมุโข โข โส ภะคะวา สุนีละเกโส โข โส ภะคะวา
    กุณฑะลาวัฏฏะกะเกโส โข โส ภะคะวา ทักขิณะวัฏฏะกะเกโส โข โส ภะคะวา
    สุสัณฐานะเกโส โข โส ภะคะวา สินิทธะเกโส โข โส ภะคะวา
    กัณหะเกโส โข โส ภะคะวา อัลุลิตะเกโส โข โส ภะคะวา
    สุทโธตะเกโส โข โส ภะคะวา เกตุมาลาวะรัตตะวิจิตโต โข โส ภะคะวา
    เอวัง อะสีตะยานุ พยัญชะนะปะฏิมัณฑิตะรูปะกาโย โข โส ภะคะวาติ
    (หยุด) 38.06

    ๔๐- เอวัง สัพพังคะโสภะโณ รูปะกาโย อะจินตะโย
    อะจินตะเยสุ ปะสันนานัง วิปาโกปิ อะจินตะโย
    เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ พุทโธ วิยะ พุทธะรูปัมปิ
    อะปะริมาณัง มะหาเตชัง มะหานุภาวัง นิรันตะรายัง
    นิรุปัททะวัง จิรัฏฐิติกัง ภะวะตุ ยาวะ สาสะนัง
    อะโถปิ ราชะภัณฑานิ อาวุธานิ อะเนกะธา
    เตชะวันตานิ ติฏฐันตุ อานุภาวัปปะสิทธิยา
    ภะคะวะโต รูปะกายะ โถมะนา พุทธาภิเสกะคาถา ปะฐะมา สะมัตตา

    ๔๑- พุทธาทิจโจ มะหาเตโช ธัมมะจันโท ระสาหะโร
    สังฆะตาระโณ เสฏโฐ อัมเห รักขันตุ ปายะโต
    ปะณิธานะโต ปัฏฐายะ ตะถาคะโต มะหาการุณิโก
    โลกานุกัมปายะ มาตุทาระกะมานะวะโต ปัฏฐายะ จิตเตนะ สัตตะอะสังไขยยัง
    สัมมาสัมโพธิง ปัตเถตวา มะหาสาคะระจักกะวัตติโต
    ปัฏฐายะ วาจายะ นะวาสังเขยยัง สัมมาสัมโพธิง ปัตเถตวา
    ทีปังกะระสัมมาสัมพุทธัสสะ ปาทะมูเล ลัทธัพยากะระโณ กัปปะสะตะสะหัสสาธิกานิ
    จัตตาริ อะสังเขยยานิ สะมัตติงสัพทะธะการะธัมเม
    ปูเรนโต ยาวะ เวสสันตะระภาวัง อาคันตะวา เวสสันตะรัตตะภาเว
    สัพพะปาระมิโย นิฏฐาเปตวา ปาระมีกูฏัง คะเหตวา ตุสิตะปุเร
    นิพพัตติตวา เทวะราชะภูโต พุทธะกาลัง ญัตวา
    สันนิปะติเตหิ เทวะพรัหมะคะเณหิ
    กาโลยันเต มะหาวีระ อุปปัชชะ มาตุกุจฉิยัง
    สะเทวะกัง ตาระยันโต พุชฌัสสุ อะมะตัง ปะทันติ
    วะทันเตหิ ยาจิโต นิมันติโต สักยะราชะกุเล มะหามายายะ เทวิยา

    ๔๒- กุจฉิยัง ปะฏิสันธิง คะเหตวา ลุมพินีวะเน มาตุคัพภา โสตถินา
    วิชาโต อุตตะราภิมุโข สัตตะปาเท วีติหาเรตวา ปังกะชะมุททะนิฏฐิโต
    สัพพา ทิสา อนุวิโลเกตวา อัตตะนา สะทิสัง ปัคคะลัง อะทิสวา
    อัคโคหะมัสมิ โลกัสสะ เสฏโฐหะมัสมิ โลกัสสาติ อาทิกัง อาสะภิวาจัง
    นิจฉาเรตวา เอกูนะติงสะวัสสานิเทวะกุมาโร วิยะ มะหาสัมปัตติโย อะนุภะวันโต
    จัตตาโร นิมิตเต ทิสวา มะหาสัมปัตติโย ปะหายะ มะหาภินิกขะมะนัง นิกขะมิตวา
    อะโนมายะ นะทิยา ตีเร ปัพพะชิตวา อุทุมพะระวะเน
    ฉัพพัสสานิ มะหาปะธานัง ปัทหิตวา วิสาขะปุณณะมายัง สุชาตายะ ทินนัง
    มะธุปายาสัง ปะฏิคคะเหตวา เนรัญชะรายะ นะทิยา ตีเร ปะริภุญชิตวา เนรัญชะรายะ
    สุวัณณะปาฏิง ปะวาเหตวา สาละวะเน ทิวาวิหารัง คันตวา สายัณหะสะมะเย
    โสตถิเยนะ ทินนา อัฏฐะ ติณมุฏฐิโย คะเหตวา เทวะตาหิ
    อะลังกะตะมัคเคนะ ชะยะมะหาโพธิรุกขะมูลัง อุปะคันตะวา สุริเย อัฏฐังคะเตเยวะ
    สะเสนัง สะวาหะนัง สะพะลัง มารัง วิทธังเสตวา ปะลาเปตวา
    ปะฐะมะยาเม ปุพเพนิวาสัง อะนุสสะริตวา มัชฌิมะยาเม
    ทิพพะจักขุ วิโสเธตวา ปัจฉิมะยาเม อะวิชชาปัจจะยา สังขารา
    อิจเจวะมาทิเก ปะฏิจจะสัมปะปาทะกัง วิจาระณะสะมัตถัง มะหาวะชิระญาณัง
    โอตาเรตวา สัพพะกังขัง วูปะสะเมตวา จะตุปาริสุทธิสีละสังขาตัง
    สีละวิสุทธิง ปัตวา อะภิญญาปาทะกัง จะตุตถัชฌานะสังขาตัง
    จิตตาวิสุท อุปปาเทตวา ตะโต นามะรูปะวะวัตถานะสะมัตถัง
    ทิฏฐิวิสุทธิง ปัตวา ตะโต สัพพะพุทธานุจิณณัง
    วิปัสสะนาปาทะกัง จะตุตถะชุฌานัง สะมาปัชชิตวา ปัญจะสุ อุปาทานักขันเธสุ
    อะภินิวิสิตวา สัมมัปปัญญายะ อุทะยัพพะยะญาณานิ ละภิตะวา
    อิเม อุปะกิเลสานัง มัคคาติ ชานะนะสะมัตถัง มัคคามัคคะญาณะทัสสะนะวิสุทธิง
    ปัตวา ตะโน อุทะยัพพะยะญาณัง ปัตวา ตะโต ภังคะญานัง
    ปัตวา ตะโต อะนุโลมะญาณัง ปัตวา เอวัง อะนุปุพพะญาณะสังขาตัง
    ปะฏิปะทาญาณะทัสสะนะวิสุทธิง ปัตวา ตะโต เอกะจิตตักขะณิกังโคตะระภูญาณัง
    ปัตวา ตะโต สักกายาทิฏฐิวิจิกิจฉา- -สีลัพพะตะปะรามาสะโทสะปะหานะกะรัง
    จะตุตถัชฌานิกัง โสตาปัตติผะละทายะกัง จะตุกิจจะสาธะกัง เอกะจิตตักขะณิกัง
    โสตาปัตติ มัคคะญาณะสังขาตัง ญาณะทัสสะนะวิสุทธิง
    ปัตวา ตะโตปิ ตีณิโสตาปัตติผะละจิตตานิ ปัตวา ตะโต ปัจจะเวกขะณะญาณานิ
    ปัตวา โสตาปันโน โหติฯ
    หยุด
    ๔๓- ตะโต สีละวิสุทธิ จิตตะวิสุทธิ ทิฏฐิวิสุทธิ กังขาวิตะระณะวิสุทธิ-
    ญาณะทัสสะนะวิสุทธิ มัคคามัคคะญาณะวิสุทธิ ปะฏิปะทาญาณะทัสสะนะวิสุทธิโย
    ปัตวา เอกะจิตตักขะณิกัง โคตระภูญาณัง ปัตวา ตะโต กามะราคัพยาปาทะตะนุกะรัง
    จะตุตถัชฌานิกัง สะกะทาคามิผะละทายะกัง จะตุกิจจะสาธะกัง เอกะจิตตักขะณิกัง
    สะกะทาคามิมัคคะญาณะสังขาตัง ญาณะทัสสะนะวิสุทธิง
    ปัตวา ตะโต ตีณิ สะกะทาคามิผะละจิตตานิ
    ปัตวา ตะโต ปัจจะเวกขะณะญาณานิ ปัตวา สะกะทาคามี โหติ.
    ตะโต สีละวิสุทธิ จิตตะวิสุทธิ ทิฏฐิวิสุทธิ กังขาวิตะระณะวิสุทธิ
    มัคคามัคคะญาณะทัสสะนะวิสุทธิ ปะฏิปะทาญาณะทัสสะนะวิสุทธิโย
    ปัตวา ตะโต เอกะจิตตักขะณิกังโคตะระภูญาณัง ปัตวา ตะโต กามะราคัพยา ปาทานัง
    นิระวะเสสัปปะหานะกะรัง จะตุตถัชฌานิกัง อะนาคามิผะละทายะกัง จะตุกิจจะสาธะกัง
    เอกะจิตตักณิกัง อะนาคามิผะลัคคะญาณะสังขาตัง ญาณะทัสสะนะวิสุทธิง
    ปัตวา ตะโต ตีณิ อะนาคามิผะละจิตตานิ ปัตวา ตะโต ปัจจะเวกขะณะญาณานิ
    ปัตวา อะนาคามี โหติ ตะโต สีละวิสุทธิ จิตตะวิสุทธิ
    ทิฏฐิวิสุทธิ กังขาวิตะระณะวิสุทธิ มัคคามัคคะญาณะทัสสะนะวิสุทธิ
    ปะฏิปะทาญาณะทัสสะนะสุทธิโย ปัตวา ตะโต เอกะจิตตักขะณิกัง โคตระภูญาณัง
    ปัตวา รูปะราคะอะรูปะราคะมานุทธัจจะ วิชชาโวสัปปะหานะกะรัง จะตุตถัชฌานิกัง
    โลกุตตะระกุสะละปะฏิเวธะญาณังอัญเญหิ อะสาธาระณัง อะนุตตะระสัมโพธิง
    อะนันตะญาณะปะริวาริกัง อะระหัตตะมัคคะญาณะสังขาตัง ญาณะทัสสะนะวิสุทธิง
    ปัตวา ตะโต สะมาปัตตีหิ อะระหัตตะผะละจิตเตหิ อะนันตะญาณัง ปะริวาริกัง
    สัพพัญญุตะญาณาทิคุณะสัมปัตติง ปัตวา พุทโธ โหติ
    ตะโต ปัจจะเวกขะณะญาณิ ปัตวา สัพพะพุทธาจิณณัง อุทานัง อุทาเนสิ
    อะเนกะชาติสังสาลัง สันธาวิสสัง อะนิพพิสัง
    คะหะการัง คะเวสันโต ทุกขา ชาติ ปุนัปปุนัง
    คะหะการะกะ ทิฏโฐสิ ปุน เคหัง นะ กาหะสิ
    สัพพา เต ผาสุกา ภัคคา คะหะกูฏัง วิสังขะตัง
    วิสังขาระคะตัง จิตตัง ตัณหานัง ขะยะมัชฌะคาติ
    โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจาระณะสัมปันโน สุคะโต
    โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวา
    พะละนิปผัตติโต จะตุเวสารัชชัปปัตโต อะธิคะตะปะฏิสัมภิโท ปุริสะสีโห
    ปุริสาชัญโญ อิมัง โลกัง สะเทวะกัง สะมาระกัง สะพรัหมะกัง สัสสะมะณะพรัหมะณิง
    ปะชัง สะเทวะมะนุสสัง สะยัง อะภิญญา สัจฉิกัตวา ปะเวเทสิ โส ภะคะวา
    ญาณะภูโต จักขุภูโต พรัหมะภูโต วัตตาปะวัตโต อัตกัสสะ นินเนตา
    อะมะตัสสะ ทาตา ธัมมะสามิ ธัมมะราชา ธัมมัง เทเสสิ อาทิกัลยาณัง
    มัชเฌกัลยาณัง ปะริโยสานะกัลยาณัง สาตถัง สะพะยัญชะนัง เกวะละปะริปุณณัง
    ปะริสุทธัง พรัหมะจะริยัง ปะกาเสสิ โส ปะระมะสีตะละหัทโย สันตินัทริโย
    หิตานุกัมปิ ทะยาลุ วะรัญญู วะระโท วะราโร อะนุตตะโร
    อะโนโม สิริโก ยะถารูโปปิ โลกัตถัง โสเธติ ตัสเสวะ
    สัมมาสัมพุทธัสสะ เอตานิ มะหาทธิกานิ มะหาเตชานิ
    มะหาพะลานิ มะหานุภาวานิ โหตุเยวะ สัพพะกาลัง ยาวะ สาสะนันตะระธานา (หยุด)
    หยุด
    ๔๔- สัทธัมโม ปะนะ เยนะ ภะคะวา ชานะตา ปัสสะตา อะระหะตา
    สัมมาสัมพุทเธนะ เทสิโต สันทิฏฐิกาทิคุณะสัมปัตติ วิราชิโต
    นิยยานิโก คัมภีโร อะตักกาวะจะโร วิสุทโธ มะทะนิมมะทะโน ปิปาสะวินะโย
    อาละยะสะมัคฆาโต วัฏฏะปัจเฉโท อิจเจวะมาทิคุณะ สัมปัตติยุตโต
    ตัสเสวะ สัทธัมมัสสะ เทสะกัสสะ สัมมาสัมพุทธัสสะ
    เอตานิ (พุทธะรูปานิปิ/ติระตะนะพิมพานิปิ) ตาทิสานิ มะหาเตชานิ ภะวันตุ สัพพะทา
    หยุด
    ๔๕- อะริยะสังโฆ ปะนะ ยัสสะ ภะคะวะโต ชานะโต ปัสสะโต อะระหะโต
    สัมมาสัมพุทธัสสะ สาวะโก สุปะฏิปันโน สัมมาปะฏิปันโน อุชุปะฏิปันโน
    ญายะปะฏิปันโน สามีปะฏิปันโน อาหุเนยโยตาทิคุณะสัมปะทาสุ
    วิราชิโต สุวิสุทธิจิตโต สันตินทริโย สีละสัมปันโน สะมาธิสัมปันโน
    ปัญญายะสัมปันโน วิมุตติสัมปันโน วิมุตติญาณะทัสสะนะสัมปันโน
    สัตตานัง สาโร อิจเจวะมาทิคุณะ สัมปัตติยุตโต
    ตัสเสวะ อะริยะสังฆัสสะ คุรุโน สัมมาสัมพุทธัสสะ เอตานิ
    (พุทธะรูปานิปิ/ติระตะนะพิมพานิปิ) ตาทิสานิเอวะ มะหาเตชานิ สุระนะระหิตานิ
    ภะวันตุ สัพพะทาติ (หยุด)
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,060
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ตามรอยเครือข่ายอำนาจ
    ไทม์ไลน์การตัดสินใจรัฐไทยในวิกฤตพระวิหาร
    #ปราชญ์สามสี
    FB_IMG_1769257800690.jpg
    ความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา เรื่องปราสาทพระวิหาร ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะทหารยิงกันโดยบังเอิญ หากแต่เป็นผลสะสมจาก “การตัดสินใจของรัฐบาลไทย” หลายชุดต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะรัฐบาลที่มีความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายของ ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งปรากฏบทบาทในจุดสำคัญของปัญหาอยู่บ่อยครั้ง และการตัดสินใจเหล่านั้นมักทำให้กัมพูชา ภายใต้การนำของ ฮุน เซน ได้เปรียบทั้งในมิติการทูต กฎหมาย และสถานการณ์ในพื้นที่จริง
    .
    เรื่องราวเริ่มต้นอย่างชัดเจนในปี 2551 สมัยรัฐบาล สมัคร สุนทรเวช ต่อเนื่องถึง สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งเป็นรัฐบาลในเครือข่ายเดียวกับทักษิณ ในช่วงเวลานั้น กัมพูชาเสนอให้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก และรัฐบาลไทยได้ลงนาม “สนับสนุน” เรื่องนี้ไปก่อน การตัดสินใจดังกล่าวถูกอธิบายว่าเป็นความร่วมมือด้านวัฒนธรรม แต่ในความเป็นจริงแล้ว นี่คือการนำข้อพิพาทด้านดินแดนที่ยังไม่สิ้นสุด ขึ้นไปตัดสินบนเวทีโลก และเป็นการเปิดทางให้กัมพูชาได้เปรียบเชิงโครงสร้างตั้งแต่ต้นเกม
    .
    ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญของไทยวินิจฉัยว่า การลงนามดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ เหตุการณ์นี้ทำให้สังคมไทยแตกออกเป็นสองฝั่งอย่างรุนแรง และไม่นานหลังจากนั้น ก็เกิดการเผชิญหน้าของทหารไทย–กัมพูชารอบพื้นที่ทับซ้อนประมาณ 4.6 ตารางกิโลเมตรเป็นครั้งแรก เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า นโยบายต่างประเทศของไทยในช่วงนั้นขาดฉันทามติภายในประเทศ และถูกขับเคลื่อนด้วยการคำนวณทางการเมืองมากกว่าการคำนึงถึงผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของชาติในระยะยาว
    .
    ระหว่างปี 2552 ถึง 2554 ภายใต้รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ความขัดแย้งได้บานปลายอย่างรุนแรง เกิดการปะทะด้วยอาวุธหนักหลายครั้ง ตั้งแต่บริเวณภูมะเขือ วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ไปจนถึงการรบครั้งใหญ่รอบปราสาทพระวิหารในเดือนกุมภาพันธ์ 2554 มีทั้งทหารและประชาชนเสียชีวิต บ้านเรือนเสียหาย และประชาชนในพื้นที่ต้องอพยพลงหลุมหลบภัย ต่อมาในช่วงเดือนเมษายน–พฤษภาคม 2554 การสู้รบได้ขยายวงไปถึงปราสาทตาควายและปราสาทตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์ แม้รัฐบาลในช่วงนี้จะไม่ได้อยู่ในเครือข่ายชินวัตรโดยตรง แต่ก็ต้องรับผลสะสมจากการตัดสินใจเชิงนโยบายที่เกิดขึ้นก่อนหน้า ซึ่งได้เปลี่ยนสมดุลอำนาจในพื้นที่ไปแล้ว
    .
    จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งเกิดขึ้นหลังปลายปี 2554 เมื่อ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวของทักษิณ เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในขณะที่ประเทศกำลังเผชิญกับวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ รัฐบาลเลือกจัดการปัญหาชายแดนด้วยการ “พึ่งศาลโลก” มากกว่าการรักษาอำนาจต่อรองเชิงยุทธศาสตร์ในพื้นที่ กัมพูชาจึงยื่นคำร้องให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศตีความคำพิพากษาเดิมปี 2505 และในปี 2556 ศาลมีคำตัดสินให้พื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหารตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกัมพูชา พร้อมสั่งให้ถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่
    .
    พูดกันแบบเข้าใจง่าย นี่คือการ “นำข้อพิพาทไปผูกไว้กับกฎหมายโลก” ซึ่งแม้จะดูเหมือนสร้างความสงบในระยะสั้น แต่กลับทำให้ไทยสูญเสียอำนาจต่อรองในระยะยาวอย่างชัดเจน เพราะเมื่อคำตัดสินออกมาแล้ว ไทยแทบไม่มีพื้นที่ให้ขยับอีกต่อไป ขณะที่กัมพูชากลับได้รับความได้เปรียบอย่างเป็นทางการ
    .
    หลังปี 2568 ความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชากลับมาทวีความตึงเครียดอีกครั้งในบริบทใหม่ ที่ไม่ใช่เพียงการปะทะทางทหาร หากแต่เป็นการเผชิญหน้าระหว่างแนวคิดความมั่นคงของกองทัพกับแนวคิดการเมืองเชิงผ่อนปรนของรัฐบาล ภายใต้รัฐบาลที่นำโดย แพทองธาร ชินวัตร ฝ่ายทหารประเมินว่ากัมพูชามีการเตรียมความพร้อมในพื้นที่ยุทธศาสตร์มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเสริมที่มั่น การขยับกำลัง และการอาศัยข้อได้เปรียบจากกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ ขณะที่ฝ่ายบริหารพยายามหลีกเลี่ยงการปะทะโดยตรง เพื่อไม่ให้กระทบเสถียรภาพรัฐบาลและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจชายแดน ความไม่สอดประสานนี้ทำให้การกำหนดเส้นแดงด้านอธิปไตยของรัฐไทยไม่ชัดเจนในทางปฏิบัติ
    .
    ความตึงเครียดดังกล่าวถูกทำให้เห็นอย่างชัดเจนยิ่งขึ้นจากกรณีคลิปเสียงการสนทนาระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับ ฮุน เซน ซึ่งสะท้อนท่าทีของฝ่ายบริหารที่มุ่งจำกัดบทบาทการใช้กำลังของกองทัพไทย และให้ความสำคัญกับการจัดการผ่านความสัมพันธ์ส่วนบุคคลและการเมืองมากกว่ามิติความมั่นคงของรัฐ ในเชิงวิเคราะห์ เหตุการณ์นี้ก่อให้เกิดข้อกังวลอย่างมีนัยสำคัญเกี่ยวกับ benefit of interest หรือผลประโยชน์ทับซ้อนทางการเมืองและความสัมพันธ์ส่วนบุคคล ระหว่างครอบครัวชินวัตรกับครอบครัวผู้นำกัมพูชา ซึ่งส่งผลให้ท่าทีด้านอธิปไตยของรัฐไทยถูกมองว่าผ่อนปรนไปทางกัมพูชามากเกินสมควร และทำให้รัฐบาลไทยตกอยู่ในภาพลักษณ์ของฝ่ายที่ยอมอ่อนข้อให้กับกัมพูชาอีกครั้งในสายตาของสาธารณะ
    .
    ในเชิงยุทธศาสตร์ เหตุการณ์หลังปี 2568 แสดงให้เห็นลักษณะของ Hybrid Warfare อย่างเด่นชัด กล่าวคือ การใช้การเมือง ข่าวสาร กฎหมายระหว่างประเทศ และความสัมพันธ์ส่วนบุคคลเป็นเครื่องมือควบคู่กับแรงกดดันทางทหาร ฝ่ายกัมพูชาได้ประโยชน์จากการขยายผลทางข้อมูลและการทูต ขณะที่รัฐบาลไทยต้องเผชิญแรงเสียดทานภายในประเทศจากความไม่สอดคล้องระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายความมั่นคง บทเรียนสำคัญของช่วงเวลานี้คือ เมื่อรัฐขาดเอกภาพในการกำหนดท่าทีด้านอธิปไตย ช่องว่างดังกล่าวย่อมถูกฝ่ายตรงข้ามใช้เป็นโอกาสในการช่วงชิงความได้เปรียบ โดยไม่จำเป็นต้องเปิดศึกเต็มรูปแบบ
    .
    เมื่อพิจารณาเหตุการณ์ทั้งหมดเรียงตามลำดับเวลา จะเห็นรูปแบบซ้ำ ๆ อย่างชัดเจนว่า รัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายของทักษิณมักปรากฏอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ และการตัดสินใจในช่วงเหล่านั้นมักเอื้อให้กัมพูชาได้เปรียบ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเกมก่อน การยอมให้กฎหมายระหว่างประเทศนำทาง หรือการหลีกเลี่ยงการกำหนดเส้นแดงด้านอธิปไตย
    .
    สรุปอย่างตรงไปตรงมา นี่ไม่ใช่เหตุบังเอิญที่เกิดขึ้นหลายครั้ง หากแต่เป็น “รูปแบบการตัดสินใจ” ที่เกิดซ้ำอย่างเป็นระบบ รัฐบาลในเครือข่ายทักษิณมีแนวโน้มเลือกความผ่อนปรนและความสัมพันธ์ มากกว่าการยืนหยัดปกป้องผลประโยชน์ของรัฐ ผลลัพธ์คือความได้เปรียบของฮุน เซน ที่ถูกสะสมขึ้นอย่างต่อเนื่อง และความขัดแย้งชายแดนที่ไม่เคยถูกแก้ไขถึงรากฐาน จนกลายเป็นปัญหาความมั่นคงที่ยืดเยื้อมาจนถึงทุกวันนี้

    https://www.facebook.com/share/1AAZ6Jqvg1/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,060
    ค่าพลัง:
    +97,153
    #ไม่มีรักข้ามขอบฟ้ามีแต่เกลียดชังข้ามชาติ
    #ชาตินิยมเขมรสร้างเรื่องโศกนาฏกรรมภูผี

    ไทยกังวลเกี่ยวกับภาพยนตร์กัมพูชาเรื่อง “โศกนาฏกรรมแห่งภูเขาผี” ภาพยนตร์ที่บิดเบือนประวัติศาสตร์ไทยหรือไม่?

    รัฐบาลไทยแสดงความกังวลเกี่ยวกับภาพยนตร์กัมพูชาเรื่อง “โศกนาฏกรรมแห่งภูเขาผี” ซึ่งไทยเชื่อว่าสร้างขึ้นเพื่อบิดเบือนประวัติศาสตร์ของประเทศ

    ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจเกี่ยวกับเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวกัมพูชาโดยชาวไทยในช่วงปี 1978-1980 ที่ภูเขาผีในเทือกเขาดังกเร็ก

    นายลีค ลิดา ชางฟาง (LD Productions) กล่าวว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้พูดความจริงและมีคุณธรรม และขอให้ชาวกัมพูชามีส่วนร่วมในการสนับสนุนประเทศชาติและต่อต้านสิ่งที่น่ากลัวและบิดเบือนประวัติศาสตร์

    ขอให้ชาวกัมพูชาทุกคนใจเย็น มีพฤติกรรมที่เป็นมืออาชีพ และเคารพประวัติศาสตร์ของชาติในการสร้างและรับชมผลงานของกัมพูชาเหล่านี้

    รายงานโดย: โธ โสวัน ดาราวุธ

    #โศกนาฏกรรมภูเขาผี #ภาพยนตร์เขมร #ประวัติศาสตร์กัมพูชา #คนไทยห่วงใย #รับชมอย่างมืออาชีพ #อย่ากลัว จงสงบสติอารมณ์
    PSX_20260124_193901.jpg FB_IMG_1769258389030.jpg
    https://www.facebook.com/share/1BrJpeXofu/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,060
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ประเทศแย่ๆ สร้างแต่เรื่องเกลียดชังประเทศไทย เอาคนประเทศนี้มาอยู่ในประเทศไทย ทีแต่อันตราย และเป็นภัยกับความมั่นคง

    PSX_20260124_193901.jpg
     

แชร์หน้านี้

Loading...