ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,488
    ค่าพลัง:
    +97,153
    วันจำนนของไม้เบื่อไม้เมา ‘Deep State’ — เจาะลึกเบื้องหลังการไขก๊อกช็อกวงการข่าวกรองของ Tulsi Gabbard ชะตากรรมทหารกล้าผู้ปฏิเสธสงครามเผชิญหน้าอิหร่าน

    พูดตามตรง... สำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับวงการการเมืองในวอชิงตันมาอย่างยาวนาน คำถามที่ว่า Tulsi Gabbard จะตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองแห่งชาติ (DNI) หรือไม่นั้น แทบไม่เคยเป็นข้อกังขาเลยสักนิด เพราะไม่มีใครสงสัยเลยว่าเธอจะต้องเดินจากไปในท้ายที่สุด ทว่าความน่าสนใจที่แท้จริงอยู่ที่ "จะลาออกอย่างไรและเมื่อไหร่" ซึ่งในนาทีนี้ คำถามสำคัญทั้งสองข้อได้รับการคลี่คลายและมีคำตอบที่ชัดเจนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    วันสุดท้ายในการดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการของ Tulsi Gabbard คือวันที่ 30 มิถุนายน 2026 โดยเธอได้ระบุวันที่ดังกล่าวไว้อย่างชัดเจนในจดหมายลาออกที่ส่งตรงถึง Donald Trump ซึ่งเหตุผลหลักที่ถูกยกขึ้นมาอ้างคือสถานการณ์ความจำเป็นภายในครอบครัว เนื่องจาก Abraham สามีของเธอเพิ่งได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคมะเร็งกระดูกชนิดที่หายากมาก โดยสามีของเธอนั้นเป็นผู้สร้างภาพยนตร์, ช่างภาพ, และผู้ผลิตวิดีโอจาก Hawaii ขณะที่ตัวเธอเองมีภูมิหลังเป็นทหารกองหนุนกองกำลังรักษาดินแดนและเป็นทหารผ่านศึกจากสมรภูมิอิรัก ทั้งคู่พบรักกันระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งสภาคองเกรสในปี 2012 และเธอมักจะเรียกสามีว่าเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดและเป็นคู่หูในทุกๆเรื่องเสมอมา ทว่าตลอดระยะเวลาหนึ่งปีเต็มในการปฏิบัติงานภายใต้รัฐบาลของ Donald Trump ตัวเธอได้เผชิญสถานการณ์มากมายที่ตอกย้ำว่าเธอไม่มีมิตรแท้คนอื่นเลยในแวดวงการเมืองของวอชิงตันและในฐานะที่เธอเป็นผู้ต่อต้านทุกสิ่งทุกอย่างที่ระบบจักรวรรดินิยมอเมริกันและกลุ่มขั้วอำนาจมืดหรือ Deep State เป็นตัวแทน ทำให้เธอต้องยอมประนีประนอมกับหลักการของตนเองอยู่บ่อยครั้งจนถึงขีดสุด

    ฟางเส้นสุดท้าย: สมรภูมิเดือดเด็ดหัวนิวเคลียร์และปฏิบัติการลับที่ไร้เงาดีเอ็นไอ
    ชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์หักดิบลงอย่างสิ้นเชิงคือความขัดแย้งเชิงนโยบายต่อประเทศอิหร่าน โดยตัวของ Tulsi Gabbard มีจุดยืนอันแข็งแกร่งในการต่อต้านการใช้กำลังทหารต่อสู้กับกลุ่มอำนาจใน Tehran มาโดยตลอด และตั้งแต่เดือนมิถุนายนของปีที่ผ่านมา—เพียงไม่กี่วันก่อนที่กองทัพสหรัฐฯจะเปิดฉากโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านภายใต้ปฏิบัติการ Midnight Hammer—เธอได้เปิดฉากปะทะทางความคิดอย่างรุนแรงและเปิดเผยกับกลุ่มกลุ่มนีโอคอน (Neocons) รวมถึงสมาชิกกลุ่มล็อบบี้สนับสนุนอิสราเอลที่แวดล้อมอยู่รอบตัวของ Donald Trump

    ความขัดแย้งดังกล่าวบานปลายจนถึงขั้นที่ Tulsi Gabbard ถูกโดดเดี่ยวและไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมระดับสูงที่สำคัญในช่วงก่อนเกิดสงครามภายใต้ปฏิบัติการ Epic Fury ยิ่งไปกว่านั้น ความระแวงสงสัยในความภักดีของเธอต่อทำเนียบขาวยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อ Joe Kent รองผู้อำนวยการของเธอซึ่งควบตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติ ได้ตัดสินใจยื่นใบลาออกอย่างกะทันหันในลักษณะปิดประตูใส่หน้า พร้อมทั้งเดินสายให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนจนกลายเป็นประเด็นอื้อฉาว โดยเขาเปิดโปงว่าอิหร่านไม่ได้เป็นภัยคุกคามที่ใกล้เข้ามาต่อสหรัฐฯตามที่ถูกกล่าวอ้าง และสงครามครั้งนี้ถูกจุดชนวนขึ้นภายใต้แรงกดดันของฝั่งอิสราเอลและกลุ่มผลประโยชน์สปอนเซอร์ทางการเมืองเท่านั้น

    ด้วยเหตุนี้มันจึงเป็นที่แน่ชัดว่าเวลาของเธอในวอชิงตันได้นับถอยหลังลงแล้ว แม้ว่าเธอจะพยายามวางตัวเป็นกลางเพียงใดก็ตาม แต่สุดท้ายเธอก็ต้องทิ้งอาชีพและโอกาสเติบโตทางการเมืองทั้งหมดไป เนื่องจากทั้งพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตต่างไม่ต้องการเธออีกต่อไป และเธออาจจะไม่เป็นที่สนใจของกลุ่มการเมืองสายสังคมนิยมหรือเสรีนิยมด้วยซ้ำ เส้นทางที่จับต้องได้จริงหลังจากนี้ของเธออาจเป็นการหันไปเปิดบล็อกวิเคราะห์การเมืองของตนเองเหมือนกับ Tucker Carlson ในชุดกระโปรง

    Z Insight: ทิ้งทวนเอกสารลับครึ่งล้านใบและการปฏิรูปตัดงบหน่วยข่าวกรอง
    หากจะตั้งคำถามว่าผลลัพธ์เช่นนี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ใช่หรือไม่? คำตอบคืออาจจะใช่ เพราะเราย่อมไม่มีวันลืมความระมัดระวังตัวอย่างยิ่งยวดที่ Tulsi Gabbard แสดงออกทุกครั้งเมื่อเห็นไมโครโฟนของสำนักข่าวฝั่งรัสเซีย แต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังไม่พ้นการถูกตราหน้าว่าเป็น "สายลับเครมลิน" (Kremlin Agent) จากการที่เธอเคยอ้างอิงข้อมูลของสำนักข่าว RT หรือการออกมาแสดงความคลางแคลงใจเกี่ยวกับการที่รัฐบาลสหรัฐฯมีส่วนพัวพันกับการสนับสนุนเครือข่ายห้องปฏิบัติการทางชีวภาพในยูเครน ซึ่งเป็นเรื่องตลกร้ายที่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เอง เธอก็เพิ่งจะให้คำมั่นสัญญาว่าจะกลับมาสืบสวนสอบสวนประเด็นคลุมเครือนี้อีกครั้ง เนื่องจากมันเกี่ยวพันกับเงินงบประมาณมหาศาลของกลุ่ม Deep State

    อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาที่เธอนั่งกุมบังเหียนในตำแหน่งนี้ ผลงานเชิงประจักษ์ที่ฝากไว้ค่อนข้างสั่นสะเทือนวงการ ได้แก่:

    ▪️เปิดโปงแฟ้มลับประวัติศาสตร์: การอนุมัติเปิดเผยเอกสารลับข้อมูลดิบมากกว่าครึ่งล้านหน้า ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการสืบสวนคดีข้อครหา "ทรัมป์-รัสเซีย" และแฟ้มคดีลอบสังหารอดีตประธานาธิบดี John F. Kennedy

    ▪️ผ่าตัดโครงสร้างองค์กร: การเดินหน้าปฏิรูปหน่วยงานข่าวกรองแห่งชาติขนานใหญ่ด้วยการลดขนาดองค์กร และสั่งยกเลิกโครงการฝังหัวแนวคิดการจัดสรรโควตาตามความหลากหลาย หรือโครงการ DEI ทั้งหมด

    สำหรับผู้ที่จะเข้ามารับไม้ต่อในตำแหน่งนี้นั้นไม่มีอะไรเหนือความคาดหมาย โดยผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า Aaron Lucas อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยงาน CIA จะก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งรักษาการผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติแทน ซึ่งตามกระแสข่าวลือในวงในระบุว่า หน่วยงานความมั่นคงนี้ได้เริ่มยกระดับการควบคุมดูแลและสอดแนมตัวของ Tulsi Gabbard อย่างใกล้ชิดในช่วงหลังๆพร้อมทั้งสั่งจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลความลับขั้นสุดยอดของเธอไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    ⚡ ทิ้งทวน "ชนวนระเบิดเวลา" 3 คดีใหญ่ก่อนพ้นเก้าอี้
    ถึงกระนั้นก็ตาม Tulsi Gabbard ยังคงวางแผนที่จะเดินหน้าทำงานปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มสูบ "จนถึงวินาทีสุดท้าย" ก่อนลงจากเก้าอี้ โดยเธอตั้งเป้าหมายที่จะเปิดเผยผลรายงานการสอบสวนภายในครั้งสำคัญที่สังคมโลกจับตาดูอยู่ 3 เรื่องหลัก ได้แก่:

    1. การสืบสวนต้นตอและการระบาดใหญ่ของ COVID-19

    2. เบื้องหลังกลุ่มอาการปริศนา Havana Syndrome

    3. ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทุจริตเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2020

    การทิ้งทวนรอบนี้วิเคราะห์ได้ว่าเป็นข้อเสนอของ Donald Trump ที่ยากจะปฏิเสธ เนื่องจากมันเป็นยุทธศาสตร์แบบยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวของฝั่งทำเนียบขาวคือ หากการเปิดเผยเอกสารลับเหล่านี้จุดชนวนให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ตีกลับจนกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวระดับโลก ความผิดพลาดและความรับผิดชอบทั้งหมดจะถูกโยนไปให้ Tulsi Gabbard เป็นแพะรับบาปแต่เพียงผู้เดียวในฐานะผู้ทิ้งทวนก่อนลาออก แต่ในทางกลับกันหากข้อมูลเหล่านั้นสามารถทำลายล้างฝั่งตรงข้ามทางการเมืองและประสบความสำเร็จ Donald Trump ก็จะเป็นผู้ที่เก็บเกี่ยวกระแสความนิยมและได้รับเครดิตความดีความชอบทั้งหมดไปแต่เพียงผู้เดียว!

    ❗ สรุป: Tulsi Gabbard ร่อนจดหมายลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติ (DNI) มีผล 30 มิถุนายน 2026 อ้างเหตุสามี Abraham ป่วยมะเร็งกระดูก ... วงในแฉความจริงรับไม่ได้ปมขัดแย้งนโยบายถล่มโรงงานนิวเคลียร์ Iran ในปฏิบัติการ Midnight Hammer จนถูกโดดเดี่ยวเด็ดขาเก้าอี้ ... เตรียมส่ง Aaron Lucas อดีตสายลับ CIA นั่งรักษาการสืบทอดอำนาจแทน ... จับตาทิ้งทวนสั่งเปิดแฟ้มลับ COVID-19, Havana Syndrome และเลือกตั้งปี 2020 หวังเคลียร์ทางให้ Donald Trump ก่อนปิดฉากอาชีพการเมืองในวอชิงตันอย่างเป็นทางการ!

    23/05/2026

    #ZFrontier #TulsiGabbardResignation #DNIDeparture2026 #DeepStateConflict #MidnightHammer #EpicFury #JoeKentWhistleblower #JFKFilesReleased #AaronLucasCIA #HavanaSyndromeInvestigation #USPolitics2026 #ZFrontierElite

    https://www.facebook.com/share/p/1QrWi7wDjM/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,488
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อิหร่านเสนอข้อตกลงสันติภาพ2แนวทาง ขณะที่ทรัมป์กำลังพิจารณาการโจมตีรอบใหม่

    อิหร่านได้ยื่นข้อเสนอสันติภาพ2แนวทางอย่างครอบคลุมต่อวอชิงตันผ่านตัวกลางในภูมิภาค ตามรายงานของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านที่ให้สัมภาษณ์กับ Drop Site News ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กำลังพิจารณาที่จะเริ่มการโจมตีทางทหารครั้งใหม่ในสุดสัปดาห์นี้ กลยุทธ์ทางการทูตนี้พยายามแยกการยุติสงครามในทันทีออกจากข้อพิพาทด้านนิวเคลียร์ในระยะยาว

    ภายใต้แนวทางที่ 1 อิหร่านเรียกร้องให้มีการประกาศยุติสงครามอย่างเป็นทางการ การยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ต่อท่าเรือของอิหร่าน และการปล่อยทรัพย์สินที่ถูกอายัดไว้ โดยเสนอที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้การเดินเรือเป็นการชั่วคราวในระหว่างการจัดทำระบอบการปกครองระดับภูมิภาคใหม่ให้แล้วเสร็จ เตหะรานยังเรียกร้องกลไกการชดเชยแบบพหุภาคีเพื่อชดเชยความเสียหายจากสงครามภายในประเทศ และการยุติการโจมตีของอิสราเอลในเลบานอนอย่างสิ้นเชิง

    อำนาจต่อรองด้านนิวเคลียร์นั้นสงวนไว้สำหรับแนวทางที่ 2 เท่านั้น ซึ่งจะเริ่มต้นหลังจากยุติการสู้รบอย่างเป็นทางการแล้ว รายงานข่าวจาก Drop Site News ระบุว่า อิหร่านได้เสนอข้อเสนอประนีประนอมด้านนิวเคลียร์ที่สำคัญหลายประการ รวมถึงการระงับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเกิน 3.6 % เป็นเวลา 10 ปี การลดความเข้มข้นของยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ 20 % ภายในประเทศภายใต้การกำกับดูแล และข้อผูกมัดที่จะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

    ในทางกลับกัน อิหร่านคาดหวังว่าจะได้รับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมด และการยอมรับอย่างชัดเจนถึงสิทธิที่จำกัดในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมภายใต้ข้อตกลงในอนาคต อย่างไรก็ตาม การเจรจายังคงติดขัดอย่างหนักเนื่องจากการยืนกรานของรัฐบาลทรัมป์ที่ต้องการให้มีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเพื่อยุติสงครามและข้อตกลงนิวเคลียร์ที่ครอบคลุมพร้อมกัน ควบคู่ไปกับข้อเรียกร้องที่เข้มงวดของสหรัฐฯ ที่ให้อิหร่านสละยูเรเนียมเสริมสมรรถนะทั้งหมด

    ในขณะที่การทูตยังคงอยู่ในภาวะไม่แน่นอน เจ้าหน้าที่อิหร่านได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพวกเขาพร้อมรับมือกับการยกระดับความขัดแย้งในภูมิภาคอย่างร้ายแรง หากทรัมป์เลือกที่จะเริ่มปฏิบัติการโจมตีทางอากาศอีกครั้ง ควบคู่ไปกับคำเตือนที่แข็งกร้าวจากหัวหน้าผู้เจรจา โมฮัมหมัด กาลีบาฟ ซึ่งระบุในโซเชียลมีเดียว่ากองกำลังติดอาวุธของอิหร่านได้ฟื้นฟูขีดความสามารถอย่างสมบูรณ์ในช่วงหยุดยิง6สัปดาห์ และจะตอบโต้ด้วยการโจมตีที่ "รุนแรงและขมขื่นยิ่งกว่า" ในวันแรกของสงคราม

    https://www.facebook.com/share/p/1PEuVbVB6b/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,488
    ค่าพลัง:
    +97,153
    รายงานเผย อียิปต์กดดัน “อัลอัซฮัร” ให้หนุนยูเออีเผชิญหน้าอิหร่าน

    เดอะพับลิกโพสต์ - ทำเนียบประธานาธิบดีอียิปต์กดดัน “อัลอัซฮัร” สถาบันศาสนาอิสลามสายสุนนีที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ให้ประกาศสนับสนุนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) และรัฐอ่าวอาหรับอื่นๆ อย่างเปิดเผย ในการ “เผชิญหน้า” กับอิหร่าน สื่อมิดเดิลอีสต์อาย (Middle East Eye: MEE) รายงาน

    แหล่งข่าวใกล้ชิดอัลอัซฮัรเปิดเผยกับ MEE เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 69 ว่า ตั้งแต่เริ่มต้นสงครามรอบล่าสุด หน่วยงานรัฐของอียิปต์เรียกร้องให้อัลอัซฮัร “ยืนข้างรัฐอ่าวอย่างชัดเจน” และหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน

    “ทำเนียบประธานาธิบดีพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า อียิปต์มีผลประโยชน์สำคัญกับรัฐอ่าวและสหรัฐฯ ที่ไม่อาจเสี่ยงสูญเสียได้ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน” แหล่งข่าวรายหนึ่งกล่าว

    แหล่งข่าวยังระบุว่า ทางการอียิปต์เตือนอัลอัซฮัรด้วยว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นในกาซาต้องไม่เกิดซ้ำ” พร้อมขู่ว่า หากอัลอัซฮัรมีจุดยืนสวนทางกับรัฐอ่าว สถาบันจะถูกกล่าวโทษหากแรงงานอียิปต์ในประเทศอ่าวอาหรับสูญเสียงาน

    รายงานระบุว่า รัฐบาลอียิปต์เคยใช้แรงกดดันในลักษณะเดียวกันระหว่างสงครามกาซา โดยพยายามให้อัลอัซฮัรถอนแถลงการณ์ที่เรียกร้องให้นานาชาติเข้าแทรกแซงกรณีความอดอยากในกาซาจากการปิดล้อมของอิสราเอล

    “ตอนนั้นรัฐขู่ว่าจะโยนความผิดให้อัลอัซฮัรว่าเป็นต้นเหตุทำให้ข้อตกลงหยุดยิงล้มเหลว และขัดขวางการนำความช่วยเหลือเข้าสู่กาซา” แหล่งข่าวกล่าว

    รายงานของ MEE ยังเปิดเผยว่า ยูเออีไม่พอใจจุดยืนของอัลอัซฮัรในช่วงสงคราม 12 วันเมื่อเดือน มิ.ย. 68 ซึ่งอัลอัซฮัรเรียกสงครามดังกล่าวว่าเป็น “การรุกรานของรัฐผู้ยึดครองต่อสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน”

    แหล่งข่าวระบุว่า จุดยืนดังกล่าว “สร้างความไม่พอใจแก่ยูเออี” แม้ว่ายูเออีจะไม่ได้ตกเป็นเป้าหมายโดยตรงของปฏิบัติการอิหร่านในช่วงเวลานั้น

    หลังสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลต่ออิหร่านปะทุขึ้นเมื่อต้นปีนี้ และเตหะรานเริ่มโจมตีตอบโต้ทรัพย์สินของสหรัฐฯ ในรัฐอ่าว อัลอัซฮัรได้ออกแถลงการณ์หลายฉบับประณามการโจมตีดังกล่าว แม้แถลงการณ์แรกจะไม่ได้ระบุชื่ออิหร่านโดยตรง

    แถลงการณ์ล่าสุดเมื่อต้นเดือน พ.ค. อ้างถึงการโจมตีของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ต่อยูเออีว่าเป็น “การรุกรานของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านต่อประเทศมุสลิมเพื่อนบ้าน”

    ยูเออีและซาอุดีอาระเบียเปิดฐานทัพอากาศให้เครื่องบินสหรัฐฯ ใช้โจมตีอิหร่านตลอดช่วงสงคราม ขณะที่อิสราเอลได้ติดตั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศไอออนโดมในยูเออีพร้อมส่งเจ้าหน้าที่เข้าปฏิบัติการ

    รายงานข่าวจากสื่อตะวันตกระบุว่า ทั้งยูเออีและซาอุดีอาระเบียยังมีส่วนร่วมในการโจมตีทางทหารต่ออิหร่านด้วย

    บลูมเบิร์กรายงานเมื่อวันที่ 15 พ.ค. 69 ว่า รัฐอ่าวหลายประเทศ รวมถึงซาอุดีอาระเบียและกาตาร์ ปฏิเสธคำร้องขอของยูเออีให้ร่วมเปิดปฏิบัติการโจมตีอาหรับต่ออิหร่าน

    ขณะเดียวกัน อิหร่านเรียกร้องค่าชดเชยจากซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ บาห์เรน ยูเออี และจอร์แดน โดยกล่าวหาว่าประเทศเหล่านี้อำนวยความสะดวกให้สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน

    นับตั้งแต่ข้อตกลงอับราฮัมในปี 2020 อิสราเอลและยูเออีได้ขยายความร่วมมือด้านความมั่นคง การค้า และเทคโนโลยีทางทหารอย่างรวดเร็ว โดยยูเออีซื้ออาวุธจากอิสราเอลมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์

    รายงานของ MEE ยังอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่ระบุว่า อาบูดาบีและเทลอาวีฟได้จัดตั้งกองทุนร่วมเพื่อพัฒนาและจัดหาอาวุธรุ่นใหม่

    “ข้อตกลงนี้ถูกตอกย้ำระหว่างการเยือนยูเออีของ เบนจามิน เนทันยาฮู ในช่วงสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลต่ออิหร่าน” เจ้าหน้าที่รายหนึ่งกล่าวกับ MEE

    https://www.facebook.com/share/1FLPXKTZiv/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,488
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ธีรัจชัย ทวงสิทธิฮุจญาตไทย จี้แก้ปัญหาค่าใช้จ่ายฮัจญ์-ระบบผูกขาดสายการบิน

    เดอะพับลิกโพสต์ - ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 21 พ.ค. 69 ว่า ได้ตั้งกระทู้ถามสดต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเกี่ยวกับปัญหาการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ของชาวไทยมุสลิม โดยระบุว่าเป็นครั้งที่ 3 แล้วที่ติดตามเรื่องนี้ในสภาผู้แทนราษฎร

    ธีรัจชัยระบุว่า การแสวงบุญฮัจญ์เป็น “ครั้งเดียวในชีวิต” ของชาวมุสลิมจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องทวงคืน “ศักดิ์ศรีและสิทธิ” ให้แก่ฮุจญาตไทย พร้อมแสดงความกังวลใน 2 ประเด็นสำคัญ ทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายและคุณภาพการให้บริการ

    ประเด็นแรก คือการที่รัฐบาลประกาศลดราคากลางฮัจญ์เหลือ 180,000 บาท แต่กลับลดระยะเวลาการเดินทางจาก 45 วัน เหลือ 35 วัน โดยเขาระบุว่า สำหรับผู้ศรัทธา การหายไปของเวลา 10 วัน หมายถึงการสูญเสียโอกาสในการละหมาดที่มัสยิดอัลฮะรอม ซึ่งตามความเชื่อมีผลบุญสูงยิ่ง

    “การลดวันเช่นนี้คือการทำร้ายจิตใจผู้แสวงบุญที่เก็บเงินมาทั้งชีวิตเพื่อไปให้ได้เพียงครั้งเดียว” ธีรัจชัยระบุ

    อีกประเด็นคือปัญหาการผูกขาด ซึ่งเขาตั้งคำถามถึงราคาตั๋วเครื่องบินที่สูงถึง 70,000 บาท ทั้งที่ราคาตลาดทั่วไปอยู่ราว 18,000-35,000 บาท รวมถึงการใช้บริษัทคู่สัญญาเพียงรายเดียว จนเกิดปัญหาที่พักอยู่ไกล เครื่องปรับอากาศเสีย และอาหารไม่ได้มาตรฐานด้านสุขอนามัย

    ธีรัจชัยเสนอแนวทางแก้ปัญหาต่อรัฐบาล 2 ข้อ ได้แก่ การเปิดน่านฟ้าเสรีฮัจญ์ (Open Skies) เพื่อให้เกิดการแข่งขันด้านราคาตั๋วเครื่องบิน และการเปิดประมูลเสรีแบบ e-Bidding เพื่อให้บริษัทบริหารจัดการรายอื่นสามารถเข้ามาแข่งขัน ลดต้นทุนค่าบริการภาคพื้นดินและยกระดับคุณภาพบริการ

    เขายังระบุว่า ในทางศาสนา “ความอดทน” เป็นบททดสอบจากพระผู้เป็นเจ้า แต่ไม่ควรถูกใช้เป็นข้ออ้างให้หน่วยงานรัฐหรือระบบผูกขาดเอาเปรียบประชาชน

    “ผมจะติดตามเรื่องนี้อย่างถึงที่สุด เพื่อให้พี่น้องมุสลิมได้ไปประกอบศาสนกิจอย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และได้รับความเป็นธรรม” ธีรัจชัยกล่าว

    https://www.facebook.com/share/p/1JnuCRVp3k/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,488
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ข่าวกรองสหรัฐฯ ประเมิน อิหร่านฟื้นอุตสาหกรรมทางทหารเร็วกว่าคาด แม้ถูกโจมตีหนัก

    เดอะพับลิกโพสต์ - รายงานพิเศษของ CNN (21 พ.ค.) อ้างแหล่งข่าวกรองสหรัฐฯ เผย อิหร่านเริ่มกลับมาผลิตโดรนบางส่วนอีกครั้งแล้วในช่วงหยุดยิง 6 สัปดาห์ที่เริ่มต้นเมื่อต้นเดือน เม.ย. 69 สะท้อนเตหะรานฟื้นฟูขีดความสามารถทางทหารได้เร็วกว่าที่สหรัฐฯ ประเมินไว้ในตอนแรก

    แหล่งข่าว 4 รายที่ใกล้ชิดกับการประเมินข่าวกรองสหรัฐฯ บอกกับซีเอ็นเอ็นว่า ข่าวกรองของสหรัฐฯ ชี้ให้เห็นว่ากองทัพอิหร่านกำลังฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรกมาก

    การฟื้นฟูฐานอุตสาหกรรมทางทหารเหล่านั้น รวมทั้งการสร้างฐานยิงขีปนาวุธ เครื่องยิง และกำลังการผลิตอาวุธสำคัญที่ถูกทำลายจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลในช่วงสงครามล่าสุด

    รายงานระบุว่า การฟื้นตัวดังกล่าวทำให้อิหร่านยังคงเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อพันธมิตรของสหรัฐฯ ในภูมิภาค หาก โดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจกลับมาเปิดปฏิบัติการโจมตีอีกครั้ง และยังตั้งคำถามต่อคำกล่าวอ้างของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่ระบุว่า การโจมตีสามารถทำลายศักยภาพทางทหารของอิหร่านได้ในระยะยาว

    แม้ว่าระยะเวลาในการเริ่มต้นการผลิตชิ้นส่วนอาวุธต่างๆ จะแตกต่างกันไป แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งเปิดเผยกับ CNN ว่า ข่าวกรองบางส่วนประเมินว่า อิหร่านอาจสามารถฟื้นศักยภาพการโจมตีด้วยโดรนได้เต็มรูปแบบภายในเวลาเพียง 6 เดือน

    “อิหร่านฟื้นตัวได้เร็วกว่ากรอบเวลาทั้งหมดที่ประชาคมข่าวกรองประเมินไว้” เจ้าหน้าที่รายดังกล่าวกล่าว

    รายงานระบุว่า โดรนเป็นประเด็นกังวลอย่างมากสำหรับประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ในภูมิภาค เพราะหากสงครามกลับมาปะทุ อิหร่านอาจใช้โดรนเสริมกำลังการโจมตีแทนขีปนาวุธที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก เพื่อโจมตีอิสราเอลและประเทศอ่าวอาหรับซึ่งอยู่ในระยะปฏิบัติการของอาวุธทั้งสองประเภท

    CNN ยังอ้างแหล่งข่าวว่า อิหร่านสามารถฟื้นฟูได้เร็วจากหลายปัจจัย ทั้งการสนับสนุนจากรัสเซียและจีน รวมถึงความเสียหายที่สหรัฐฯ และอิสราเอลสร้างได้จริงอาจน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้

    รายงานระบุเพิ่มเติมว่า จีนยังคงส่งชิ้นส่วนบางประเภทให้อิหร่านระหว่างสงคราม ซึ่งสามารถนำไปใช้ผลิตขีปนาวุธได้ แม้การสนับสนุนดังกล่าวอาจลดลงหลังสหรัฐฯ เดินหน้าปิดล้อมทางทะเล

    เบนจามิน เนทันยาฮู กล่าวกับ CBS เมื่อสัปดาห์ก่อนว่า จีนกำลังส่ง “ชิ้นส่วนสำหรับการผลิตขีปนาวุธ” ให้อิหร่าน แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม ขณะที่กระทรวงต่างประเทศจีนปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยระบุว่า “ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง”

    ข่าวกรองสหรัฐฯ ยังประเมินว่า อิหร่านยังคงรักษาขีดความสามารถด้านขีปนาวุธ โดรน และระบบป้องกันภัยทางอากาศไว้ได้บางส่วน แม้จะถูกโจมตีอย่างหนัก โดยก่อนหน้านี้ CNN เคยรายงานว่า เครื่องยิงขีปนาวุธของอิหร่านราวครึ่งหนึ่งยังรอดจากการโจมตี และรายงานล่าสุดเพิ่มตัวเลขดังกล่าวเป็นประมาณสองในสาม

    นอกจากนี้ ยังมีการประเมินว่า อิหร่านยังคงมีโดรนเหลืออยู่ประมาณ 50% ของขีดความสามารถเดิม รวมถึงขีปนาวุธร่อนป้องกันชายฝั่งจำนวนมากยังไม่ได้รับความเสียหาย ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการคุกคามการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

    อย่างไรก็ตาม รายงานข่าวกรองล่าสุดสรุปว่า แม้สงครามจะทำให้อำนาจทางทหารของอิหร่านอ่อนแอลง แต่ยังไม่ถึงขั้นถูกทำลาย และอิหร่านกำลังแสดงให้เห็นว่าสามารถลดผลกระทบระยะยาวจากการโจมตีได้ผ่านการฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว

    https://www.facebook.com/share/p/1BBmPoYC4r/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,488
    ค่าพลัง:
    +97,153
    รฟท. จัด “ตู้ละหมาด” พ่วงรถไฟสายใต้ รับอีดิลอัฎฮา เริ่ม 22 พ.ค. นี้

    เดอะพับลิกโพสต์ - การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เตรียมเปิดให้บริการ “ตู้ละหมาด” บนขบวนรถไฟสายใต้ เริ่มตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. 69 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกแก่พี่น้องชาวไทยมุสลิมในช่วงเทศกาลอีดิลอัฎฮา ตามข้อสั่งการของ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม

    ทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทยระบุว่า นายพิพัฒน์เล็งเห็นความสำคัญของการประกอบศาสนกิจระหว่างการเดินทาง และมีความห่วงใยต่อพี่น้องมุสลิมที่เดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาลสำคัญ จึงสั่งการให้ รฟท. เร่งดัดแปลงตู้โดยสารเป็น “ตู้ละหมาด” เพื่อให้สามารถประกอบศาสนกิจบนขบวนรถได้อย่างสะดวกและถูกต้องตามหลักศาสนา

    นอกจากนี้ ยังมีการกำชับเรื่องมาตรการความปลอดภัย โดยให้ตรวจสอบความพร้อมของขบวนรถและอุปกรณ์อย่างเข้มงวด พร้อมจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังผ่านระบบกล้องวงจรปิด (CCTV) ทั้งในสถานีและบนขบวนรถ รวมถึงบูรณาการร่วมกับตำรวจรถไฟเพื่อดูแลความปลอดภัยตลอดการเดินทาง

    ด้าน อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า รฟท. ได้รับมอบนโยบายโดยตรงให้ดูแลและอำนวยความสะดวกรองรับการเดินทางของชาวไทยมุสลิมในช่วงเทศกาลอีดิลอัฎฮา ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 28 พ.ค. 69

    รฟท. จึงดำเนินการดัดแปลงรถโดยสารชั้น 3 ให้เป็นพื้นที่โล่ง พร้อมกั้นผนังเป็นสัดส่วนจำนวน 4 ห้อง แยกพื้นที่สำหรับชายและหญิงอย่างชัดเจน รวมถึงจัดพื้นที่ชำระล้างสำหรับอาบน้ำละหมาด เพื่อให้สอดคล้องกับหลักศาสนบัญญัติ

    ตู้ละหมาดดังกล่าวจะถูกพ่วงให้บริการในขบวนรถเร็วที่ 171/172 กรุงเทพอภิวัฒน์ – สุไหงโกลก – กรุงเทพอภิวัฒน์ และขบวนรถเร็วที่ 169/170 กรุงเทพอภิวัฒน์ – ยะลา – กรุงเทพอภิวัฒน์

    รฟท. ยังระบุว่า ที่ผ่านมาได้มีการสำรองที่นั่งสำหรับพระภิกษุสงฆ์ในขบวนรถไฟชั้น 3 มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสะท้อนการดูแลผู้โดยสารทุกศาสนาอย่างเหมาะสมและเท่าเทียม

    นอกเหนือจากการรองรับด้านศาสนกิจ รฟท. ยังเพิ่มตู้โดยสารในขบวนรถเร็วที่ 173/174 กรุงเทพอภิวัฒน์ – นครศรีธรรมราช – กรุงเทพอภิวัฒน์ เพื่อลดความแออัดในช่วงวันหยุดเทศกาล โดยเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค. ที่ผ่านมา

    สำหรับวันอีดิลอัฎฮา หรือ “อีดใหญ่” ถือเป็นหนึ่งในเทศกาลสำคัญที่สุดของชาวมุสลิมทั่วโลก มีความหมายเกี่ยวกับการเสียสละและศรัทธา เป็นช่วงเวลาที่ชาวมุสลิมจะรวมตัวกันเฉลิมฉลองและแบ่งปันความสุขร่วมกัน

    https://www.facebook.com/share/p/1NgAozTWDm/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,488
    ค่าพลัง:
    +97,153
    นักกิจกรรมกองเรือกาซาเผย ถูกทรมานและล่วงละเมิดในเรือนจำอิสราเอล หลังถูกจับกลางน่านน้ำสากล

    เดอะพับลิกโพสต์ - TRT World รายงานว่า นักกิจกรรมจาก “กองเรือซูมูดสากล” (Global Sumud Flotilla) เดินทางถึงนครอิสตันบูลของตุรกีด้วยเที่ยวบิน 3 เที่ยว หลังถูกกองทัพอิสราเอลควบคุมตัวในน่านน้ำสากล ระหว่างพยายามฝ่าแนวปิดล้อมฉนวนกาซา

    นักกิจกรรมหลายคนกล่าวหาว่า พวกเขาถูกทำร้ายร่างกาย ทรมานทางจิตใจ ล่วงละเมิดทางเพศ ถูกใส่กุญแจมือนานหลายชั่วโมง ถูกทุบตี ถูกสุนัขจู่โจม ถูกอดนอน และเผชิญการปฏิบัติที่ย่ำยีศักดิ์ศรีระหว่างถูกควบคุมตัวในเรือนจำอิสราเอล

    บาเดอร์ อัลโนอัยมี ทนายความและหนึ่งในหัวหน้าทีมกฎหมายของกองเรือ ระบุว่า ทีมกฎหมายได้บันทึกหลักฐานเกี่ยวกับ “ความรุนแรงทางร่างกายและทางเพศอย่างเป็นระบบ” ต่อผู้เข้าร่วมภารกิจ โดยมีนักกิจกรรมหลายคนได้รับบาดเจ็บหนักจนต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล

    ด้าน มูฮัมหมัด ฮัรกอตี นักกิจกรรมชาวแอลจีเรีย กล่าวว่า เจ้าหน้าที่อิสราเอลใส่กุญแจมือทั้งพลาสติกและเหล็กกับผู้ถูกควบคุมตัวตลอดช่วงเวลาการคุมขัง พร้อมกล่าวว่า การทรมานที่พวกเขาเผชิญ “ยังเทียบไม่ได้กับความทุกข์ที่ชาวปาเลสไตน์ต้องเผชิญทุกวันภายใต้การยึดครอง”

    ขณะที่ มูฮัมหมัด บาบา นักสิทธิมนุษยชนชาวมอริเตเนีย เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่อิสราเอลปล่อยสุนัขโจมตีผู้ถูกควบคุมตัวก่อนนำส่งเรือนจำในทะเลทรายเนเกฟ

    “พวกเขาปล่อยสุนัขเฝ้ายามใส่ผม มันกระแทกหน้าอกและใบหน้าผมด้วยปากของมัน การโจมตีนี้เกิดขึ้นก่อนที่เราจะถูกนำตัวไปยังเรือนจำ” บาบากล่าว

    เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 69 กองทัพอิสราเอลสกัดกองเรือจำนวน 50 ลำ ซึ่งบรรทุกนักกิจกรรม 428 คนจาก 44 ประเทศ ระหว่างกำลังมุ่งหน้าไปยังกาซาในน่านน้ำสากล โดยกลุ่มสิทธิมนุษยชนและผู้สังเกตการณ์ด้านกฎหมายระบุว่า เป็น “การยึดเรือที่ผิดกฎหมาย”

    ในจำนวนผู้ถูกควบคุมตัว มีพลเมืองตุรกี 78 คน

    นักกิจกรรมทั้งหมดถูกนำตัวไปยังท่าเรืออัชด็อดในตอนแรก ก่อนถูกส่งต่อไปยังเรือนจำเคตซิออตในช่วงกลางคืน ซึ่งคำให้การจำนวนมากกล่าวหาว่า พวกเขาถูกทำร้ายและทรมานเพิ่มเติมระหว่างอยู่ภายใต้การควบคุมของทางการอิสราเอล

    https://www.facebook.com/share/p/1Je4ZWuRcb/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,488
    ค่าพลัง:
    +97,153
    “ยินดีต้อนรับสู่อิสราเอล” เบน กวีร์ จุดชนวนเดือดทั่วโลก หลังเผยคลิปดูหมิ่นนักกิจกรรมกองเรือกาซา

    เดอะพับลิกโพสต์ - หลายประเทศตะวันตกเรียกเอกอัครราชทูตอิสราเอลเข้าชี้แจง หลัง อิตามาร์ เบน กวีร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคง เผยแพร่คลิปวิดีโอแสดงภาพนักกิจกรรมจาก “กองเรือซูมูดสากล” (Global Sumud Flotilla) ถูกมัดมือ คุกเข่า และบังคับให้อยู่ในท่ากดดันร่างกาย ท่ามกลางเสียงเพลงชาติอิสราเอลที่เปิดดังอยู่เบื้องหลัง

    เบน กวีร์ โพสต์คลิปดังกล่าวพร้อมข้อความ “ยินดีต้อนรับสู่อิสราเอล” โดยในคลิปยังได้ยินเขาพูดกับเจ้าหน้าที่ว่า “อย่าไปสนใจเสียงร้องของพวกเขา” ขณะมีนักกิจกรรมคนหนึ่งร้องด้วยความเจ็บปวดอยู่ด้านหลัง

    เหตุการณ์ดังกล่าวจุดกระแสประณามในระดับนานาชาติ และสร้างแรงกดดันภายในอิสราเอลเอง ท่ามกลางความกังวลว่า ภาพลักษณ์ของประเทศกำลังยิ่งทรุดหนักจากสงครามในกาซา ซึ่งหลายฝ่ายกล่าวหาอิสราเอลว่าก่อ “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์”

    ด้าน กิเดียน ซาร์ รัฐมนตรีต่างประเทศอิสราเอล รีบออกมาควบคุมความเสียหาย โดยกล่าวตำหนิเบน กวีร์ ว่า การกระทำดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของรัฐอิสราเอล

    “คุณจงใจทำลายประเทศผ่านการแสดงอันน่าอับอายนี้ และนี่ไม่ใช่ครั้งแรก” ซาร์กล่าว

    รัฐบาลอิตาลี ฝรั่งเศส และแคนาดา เรียกเอกอัครราชทูตอิสราเอลเข้าชี้แจงอย่างเป็นทางการ พร้อมเรียกร้องคำอธิบายเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อนักกิจกรรมที่เป็นพลเมืองของตน

    นายกรัฐมนตรีจอร์เจีย เมโลนี ของอิตาลี ระบุว่า คลิปดังกล่าว “ไม่อาจยอมรับได้” และอิตาลีเรียกร้อง “คำขอโทษต่อการปฏิบัติต่อผู้ประท้วงเหล่านี้ และต่อท่าทีดูหมิ่นอย่างสิ้นเชิงต่อคำร้องขออย่างชัดเจนของรัฐบาลอิตาลี”

    ขณะที่ รัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศส ฌอง-โนเอล บาร์โรต์ กล่าวว่า “ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไรกับกองเรือนี้ และแม้เราจะแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับปฏิบัติการนี้หลายครั้ง พลเมืองของเราที่เข้าร่วมต้องได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพ และต้องถูกปล่อยตัวโดยเร็วที่สุด”

    ด้าน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ อี แจ-มย็อง ระบุว่า การควบคุมตัวพลเมืองเกาหลีใต้ของอิสราเอลในน่านน้ำสากลนั้น “เกินขอบเขตอย่างมาก” ขณะที่สเปนและไอร์แลนด์ประณามพฤติกรรมของเบน กวีร์ ว่า “น่าสะพรึงกลัว” และ “น่าตกใจ”

    หลังเผชิญกระแสวิจารณ์ทั้งในและต่างประเทศ เบน กวีร์ ออกมาปกป้องการกระทำของตน พร้อมโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐบาลบางส่วนว่า “อ่อนแอเกินไป” ต่อสิ่งที่เขาเรียกว่า “ผู้สนับสนุนการก่อการร้าย”

    “อิสราเอลไม่ใช่ประเทศที่ใครจะมารังแกได้อีกต่อไป” เขากล่าว พร้อมเตือนว่า ใครก็ตามที่เข้าสู่พื้นที่ภายใต้การควบคุมของอิสราเอล “จะโดนตบ และเราจะไม่หันแก้มอีกข้างให้”

    กองทัพอิสราเอลบุกยึดกองเรือที่มุ่งหน้าไปกาซาในน่านน้ำสากลเมื่อวันที่ 18 พ.ค. 69 ก่อนยึดเรือที่เหลือเพิ่มเติมในวันถัดมา และนำทั้งหมดไปยังท่าเรืออัชด็อด โดยมีนักกิจกรรมราว 430 คนจากกว่า 40 ประเทศถูกควบคุมตัว

    รายงานยังระบุว่า การปฏิบัติต่อนักกิจกรรมครั้งนี้สะท้อนรูปแบบเดียวกับภารกิจก่อนหน้า ซึ่งมีนักกิจกรรมสองคนถูกขังเดี่ยวเป็นเวลานานในศูนย์ควบคุมตัวของอิสราเอล และถูกทำร้ายร่างกายรวมถึงข่มขู่เอาชีวิต

    ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีรายงานและคำให้การจำนวนมากกล่าวหาอิสราเอลว่า ใช้ความรุนแรงทางเพศ การทำร้ายร่างกาย การดูหมิ่นศักดิ์ศรี และการบันทึกภาพการทรมาน เป็นส่วนหนึ่งของระบบปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง

    รายงานยังอ้างถึงกรณีเมื่อปีที่ผ่านมา ที่ผู้สื่อข่าวชาวอเมริกัน 3 คนซึ่งทำข่าวกองเรือช่วยเหลือกาซา ระบุว่าพวกเขาถูกควบคุมตัว ทำร้ายร่างกาย ข่มขู่ข่มขืน และถูกคุมขังในสภาพคล้ายการทรมาน

    https://www.facebook.com/share/p/1CQL9mtT16/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,488
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ตัดขาดสัมพันธ์! ไทยเตรียมสร้างปราการน้ำกั้นชายแดน "เขื่อนห้วยตามาเรีย" ยิvปืuนัดเดียวได้ถึง 3 เด้ง ฉลาดกว่าสร้างรั้ว เขมรเริ่มดิ้นพล่าน

    ตอนนี้ไทยมีแผนเด็ดเตรียมสร้าง "เขื่อนห้วยตามาเรีย" ตรงชายแดนระหว่างภูมะเขือกับเขาพระวิหาร ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เตรียมใช้ประโยชน์จากภูมิประเทศรูปตัว U สร้างสันเขื่อนยาวประมาณ 400 เมตร ขวางทางน้ำให้กลายเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดย่อม เพื่อใช้เป็น "กำแพงธรรมชาติ" สกัดกั้นไม่ให้ใครข้ามชายแดนมาได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องสร้างรั้วลวดหนามให้เปลืองงบ

    ยุทธศาสตร์นี้ไทยได้ประโยชน์เน้นๆ ถึง 3 เด้ง นอกจากจะเป็นปราการป้องกันประเทศแล้ว น้ำที่กักเก็บไว้ยังส่งให้ชาวบ้านแถวภูมิซรอลและอำเภอกันทรลักษ์ใช้ทำการเกษตรได้ด้วย แถมโปรเจกต์นี้ยังพ่วงการตัดถนนและขยายระบบไฟฟ้าเข้าพื้นที่ เป็นการยกระดับความมั่นคงชายแดนที่ได้ใจประชาชนเต็มๆ จากการใช้ธรรมชาติมาเป็นเกราะกำบังได้อย่างแยบยล

    ข้อมูล: ไทยรัฐออนไลน์, มติชน, รวมหัว ทีวี

    https://www.facebook.com/share/18fd221h33/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,488
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทรัมป์เผยข้อตกลงสันติภาพเกี่ยวกับอิหร่านมีความคืบหน้าไปมากแล้ว หลังจากการสนทนาที่เป็นไปด้วยดีมากๆกับผู้นำโลกหลายฝ่าย แต่ยังมีประเด็นสุดท้ายที่ต้องสะสางก่อนจะบรรลุข้อตกลงอย่างสมบูรณ์

    “ผมอยู่ที่ห้องทำงานรูปไข่ (Oval Office) ภายในทำเนียบขาว ซึ่งเราเพิ่งมีการพูดคุยที่ดีมากกับมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน อัล ซาอูด (Mohammed bin Salman Al Saud) แห่งซาอุดีอาระเบีย, โมฮัมเหม็ด บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน (Mohammed bin Zayed Al Nahyan) แห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, เจ้าผู้ครองรัฐทามิม บิน ฮาหมัด อัล ธานี (Tamim bin Hamad Al Thani) นายกรัฐมนตรีโมฮัมเหม็ด บิน อับดุลเราะห์มาน บิน จัสซิม อัล ธานี (Mohammed bin Abdulrahman bin Jassim Al Thani) และรัฐมนตรีอาลี อัล-ทาวาดี (Ali al-Thawadi) แห่งกาตาร์, จอมพลอาซิม มูนีร์ อาห์เหม็ด ชาห์ (Asim Munir Ahmed Shah) แห่งปากีสถาน, ประธานาธิบดีเรเจป ไตยิป แอร์โดอัน (Recep Tayyip Erdoğan) แห่งตุรกี, ประธานาธิบดีอับเดล ฟัตตาห์ เอล-ซิซี (Abdel Fattah El-Sisi) แห่งอียิปต์, กษัตริย์อับดุลลาห์ที่ 2 (King Abdullah II) แห่งจอร์แดน และกษัตริย์ฮาหมัด บิน อิซา อัล คอลิฟะห์ (Hamad bin Isa Al Khalifa) แห่งบาห์เรน เกี่ยวกับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน และทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบันทึกความเข้าใจเพื่อสันติภาพ

    ข้อตกลงได้ถูกเจรจาไปได้เกือบทั้งหมดแล้ว โดยยังเหลือขั้นตอนสรุปสุดท้ายระหว่างสหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน และประเทศต่าง ๆ ที่มีรายชื่อข้างต้น

    นอกจากนี้ ผมยังได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรี ‘บิบี’ เนทันยาฮู (Bibi Netanyahu) แห่งอิสราเอล ซึ่งก็เป็นไปด้วยดีเช่นกัน ขณะนี้กำลังมีการหารือรายละเอียดและประเด็นสุดท้ายของข้อตกลง และจะมีการประกาศในไม่ช้า

    นอกเหนือจากองค์ประกอบอื่น ๆ ของข้อตกลง ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) จะถูกเปิดอีกครั้ง”


    https://www.facebook.com/share/p/1BLJN7fgU9/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,488
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สำนักข่าวฟาร์ส (Fars) ซึ่งเป็นสื่อกึ่งทางการของอิหร่าน รายงานว่า คำกล่าวอ้างของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้ข้อตกลงสันติภาพกับเตหะรานนั้นห่างไกลจากความเป็นจริง

    รายงานระบุว่า จากข้อความเจรจาล่าสุดที่มีการแลกเปลี่ยนกัน หากสามารถบรรลุข้อตกลงได้จริง ช่องแคบฮอร์มุซก็จะยังคงอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของอิหร่าน

    พร้อมย้ำว่า แม้อิหร่านจะยินยอมให้จำนวนเรือที่สัญจรผ่านช่องแคบกลับมาอยู่ในระดับเดียวกับช่วงก่อนสงคราม แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็น เสรีภาพในการเดินเรือเหมือนสถานการณ์ก่อนเกิดสงครามแต่อย่างใด

    สื่อดังกล่าวระบุเพิ่มเติมว่า อำนาจในการบริหารจัดการช่องแคบ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดเส้นทาง ช่วงเวลา วิธีการเดินเรือ รวมถึงการออกใบอนุญาต จะยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมและดุลยพินิจของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านแต่เพียงผู้เดียว

    ดังนั้น อิหร่านจึงมองว่า คำกล่าวของทรัมป์ในประเด็นนี้ ไม่ครบถ้วนและไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง!

    ที่มา Aljazeera

    https://www.facebook.com/share/p/1XNx9YommH/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,488
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สำนักข่าว Reuters รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่ปากีสถานว่า ผู้ไกล่เกลี่ยของสหรัฐฯ และอิหร่านได้บรรลุ “ข้อตกลงสันติภาพชั่วคราว” แล้ว โดยข้อตกลงดังกล่าวได้รับการชี้แจงเบื้องต้นว่า “ครอบคลุมค่อนข้างมาก” (fairly comprehensive) และมีเป้าหมายเพื่อยุติสงครามอิหร่านอย่างสมบูรณ์

    ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวใกล้ชิดกับการเจรจาเปิดเผยกับ The Washington Times ว่า สหรัฐฯ และอิหร่านได้เห็นชอบต่อ “ร่างข้อเสนอ” ฉบับหนึ่งแล้ว ซึ่งผ่านการอนุมัติจากผู้เจรจาระดับสูงของทั้งสองฝ่าย รวมถึง โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ (Mohammad Bagher Qalibaf) ประธานรัฐสภาอิหร่าน และรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เจดี แวนซ์ (JD Vance)

    รายงานระบุว่า ทั้งสองฝ่ายคาดว่าจะประกาศการสรุปข้อตกลงสันติภาพเพื่อยุติการสู้รบในทุกแนวรบ ภายในบ่ายวันอาทิตย์นี้

    อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการประกาศยืนยันอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลสหรัฐฯ หรืออิหร่าน

    https://www.facebook.com/share/p/1BZ8c3L4SJ/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,488
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ‘จักรพรรดิไร้หัวใจ’! พนมเปญกางพิมพ์เขียว “เลี้ยงทหารให้อิ่ม ปล่อยไพร่ฟ้าให้อด”... สับคัตเอาต์งบหมอ-ครู ถมเม็ดเงินเซฟบัลลังก์ยามคลังวิกฤต!

    "ในโลกแห่งความจริงที่โหดร้าย... อนาคตของเด็กและลมหายใจของคนป่วยไม่ใช่ดัชนีชี้วัดความอยู่รอดของระบอบ ตราบใดที่ปืนในมือทหารยังมันวาวและภักดี ความอดอยากของประชาชนก็เป็นเพียงเสียงนกร้องนอกหน้าต่างทำเนียบ"

    ท่ามกลางกระแสข่าวลือสะพัดเรื่องสภาวะ "คลังแห้งขอด" ของกัมพูชา การเปิดเผยกรอบงบประมาณรายจ่ายระยะกลาง (MTFF 2027-2029) โดยกระทรวงเศรษฐกิจและการคลังพนมเปญ ได้กลายเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สะท้อนหน้าต่างความคิดของกลุ่มอำนาจนิยมอย่างเยือกเย็นที่สุด

    รัฐบาลของ ฮุน มาเนต เลือกตอบรับวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่บีบให้ต้องปรับลดเพดานค่าใช้จ่ายรวมลง 1.8% ด้วยการหั่นงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม ทั้งโรงพยาบาลและการศึกษารวมกันเกือบ 20% โดยเฉพาะงบกระทรวงศึกษาธิการที่เคยตั้งเป้าไว้สูงถึง
    690 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กลับถูกหั่นเลือดสาดเหลือเพียง 433 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ดิ่งลงเกือบ 40%)

    แต่...

    กลับยอมสับเกียร์อัดฉีดรายจ่ายประจำพุ่งทะยานขึ้น 7.9% เพื่อเพิ่มเงินเดือน สวัสดิการ และอัดฉีดงบลับให้แก่.....

    กองทัพและฝ่ายความมั่นคงรอบพนมเปญ

    เป็นการเพิ่มอย่างน่าเกลียด ซึ่งสวนทางกับสถิติการคลังจริงที่รัฐบาลใช้เงินเปย์ระบบไปแล้วกว่า 8,000 ล้านดอลลาร์ จากงบปี 2026 ทั้งหมด 9,000 ล้านดอลลาร์ ทั้งที่เพิ่งผ่านพ้นครึ่งปีแรกมาได้ไม่นาน!

    ---

    ️ ‘ดึงงบครูหมอมาเลี้ยงทหาร’: กลไกคัดงบประมาณฉบับคนใจร้าย

    ตรรกะหลังม่านในการสับขาหลอกจัดสรรเม็ดเงินรอบนี้ คือการนำตำราการปกครองสายมืดมาบังคับใช้ในโลกความจริง ค.ศ. 2026:

    แช่แข็งปากท้องประชาชน : รัฐบาลพนมเปญสั่งตัดงบรายจ่ายด้านการลงทุน (Capital Expenditure) ในการสร้างโรงเรียนและพัฒนาโรงพยาบาลรัฐลงอย่างเลือดเย็น ภายใต้สมมติฐานเชิงโครงสร้างว่า
    "ต่อให้ประชาชนจะเจ็บป่วยหรือโง่เขลาลง ก็ไม่ได้ทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลพังทลายในชั่วข้ามคืน"
    ซึ่งข้อมูลจริงระบุว่า อัตราเตียงคนไข้และอุปกรณ์การแพทย์ในชนบทของกัมพูชาปัจจุบันมีสัดส่วนต่ำกว่ามาตรฐาน WHO ถึง 3 เท่า แต่เม็ดเงินที่จะนำไปอุดรอยรั่วนี้กลับถูกอายัดไว้เรียบร้อย
    ติดอาวุธค้ำบัลลังก์ : ในทางกลับกัน เพดานงบประมาณอุดหนุนกองทัพและกำลังพลส่วนกลางกลับได้รับการอนุมัติให้พุ่งทะยาน เพื่อล็อกตัวเลือกและซื้อใจผู้นำหน่วยรบให้อยู่ในมือ เป็นการติดอาวุธและชุบเลี้ยงฝ่ายถือปืนให้อิ่มหนำสำราญ เพื่อทำหน้าที่เป็นสวิตช์หลักในการกดหัวและควบคุมม็อบในวันที่ประชาชนหมดความอดทน

    ---

    "เมื่อทหารยังอิ่ม บัลลังก์ก็ยังอุ่น"

    ถ้ามองเกมนี้ด้วยเลนส์สัจนิยม (Realism) ระดับดาร์กขั้นสุด ผู้นำกัมพูชากำลังเดินหมากตามสัญชาตญาณของนักล่าที่มองเห็นว่า

    "ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ความยากจนของประชาชน แต่คือปืนของทหารที่จ้องจะปฏิวัติ"

    นี่คือกติกาที่ไร้ความใจดี

    ในสายตาผู้คุมเกมพนมเปญ พวกเขารู้ดีว่าความเจ็บไข้ได้ป่วยและการศึกษาที่ตกต่ำของไพร่ฟ้าเป็น "แผลเรื้อรัง" ที่ใช้เวลานานกว่าจะระเบิด เพราะการพังทลายของทุนมนุษย์ (Human Capital Crisis) ต้องใช้เวลาสะสมนานเป็นทศวรรษ

    แต่... ถ้าปล่อยให้ทหารหิวหรือข้าราชการสายความมั่นคงถังแตก เก้าอี้ผู้นำจะถูกทุบกระแทกทันทีในวันพรุ่งนี้ ตัวอย่างจริงมีให้เห็นชัดเจนจากประวัติศาสตร์การเมืองกัมพูชาที่อำนาจมักเปลี่ยนมือผ่านลำกล้องปืนและการแปรพักตร์ของกองทัพ ไม่ใช่การลุกฮือของคนยากจน

    ดังนั้น ยุทธศาสตร์ที่เฉียบขาดที่สุดในยามวิกฤตคือนโยบาย "แช่แข็งปากท้อง เพื่อติดอาวุธค้ำบัลลังก์" ถ้างบประมาณมีจำกัด ก็แค่ดับไฟในห้องเรียน ดับเครื่องปรับอากาศในโรงพยาบาล แล้วเอาเงินก้อนนั้นไปเติมน้ำมันรถถังและแจกโบนัสให้หน่วยปราบจราจล

    ตราบใดที่ยังคุมกำลังรบเบ็ดเสร็จ ประชาชนจะอดอยากอย่างไร... ก็ทำได้เพียงแค่กรีดร้องอยู่บนโลกออนไลน์โดยไม่มีปัญญาเอื้อมมือมาเขย่าบัลลังก์เหล็กของพนมเปญได้เลย

    ---

    "ในตำราของผู้คุมเกมที่ไร้หัวใจ ... โรงพยาบาลจะขาดแคลนยาอย่างไรไม่ใช่ปัญหา ตราบใดที่ปืนในมือทหารยังอิ่มหนำและพร้อมลั่นไกค้ำเก้าอี้ผู้นำในวันที่เสถียรภาพตึงเครียด"**

    .
    บทสรุปของกรอบงบประมาณกัมพูชาในเดือนพฤษภาคม 2569 คือภาพสะท้อนสัจธรรมที่โหดร้ายที่สุดของโครงสร้างอำนาจนิยม
    .
    เงินทุนมนุษย์ที่ถูกหั่นไปเกือบ 20% คือเครื่องยืนยันว่าลมหายใจของพลเมือง มีค่าน้อยกว่าความภักดีของกองทัพ
    .
    การเพลย์เซฟด้วยการชุบเลี้ยงฝ่ายความมั่นคง อาจช่วยแช่แข็งความขัดแย้งทางการเมืองได้ในระยะสั้น
    .
    สุดท้ายแล้ว เกมนี้รัฐบาลอาจคุมกำลังพลได้เบ็ดเสร็จ ปล่อยให้ระบบสาธารณสุขและปากท้องดิ่งลงเหวตามยถากรรม
    .
    เพราะในโลกของสัจนิยมเชิงโครงสร้าง... ผู้ชนะคือผู้ที่ถืออาวุธไว้ในมือแน่นที่สุด ส่วนความอดอยากของประชาชน เป็นเพียงแค่ผลกระทบข้างเคียงที่ผู้คุมเกมไม่จำเป็นต้องปวดหัวตราบใดที่อำนาจยังอยู่ในมือนึกคิดของตนเอง!

    ---

    24 พฤษภาคม 2569 / คัดข่าว - หาดใหญ่

    ที่มา: รายงานกรอบงบประมาณรายจ่ายและรายได้ระยะกลาง (MTFF 2027-2029) ของกระทรวงเศรษฐกิจและการคลังกัมพูชา, บันทึกการดุลบัญชีงบประมาณแผ่นดินประจำปี 2026, บทวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ความมั่นคงและการคลังพนมเปญโดย Kiripost & Phnom Penh Post (อัปเดต 24 พฤษภาคม 2569)

    https://www.facebook.com/share/1BDoivHpfC/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,488
    ค่าพลัง:
    +97,153
    พวกสแกมเมอร์ในกัมพูชามาจากไทยและลาวทั้งนั้นแหละ

    ล่าสุดนายฮุนเซนอดีตนายกและประธานวุฒิสภากัมพูชาได้กล่าวสุนทรพจน์นี้จริง เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ในการประชุมกับผู้บริหารเทศบาลพนมเปญ

    ทางจีนได้แจ้งกับเขาว่าได้มีการนำเที่ยวบินจำนวน 118 เที่ยวบินนำผู้ที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ที่เป็นชาวจีนกลับประเทศ

    โดยฮุนเซนได้กล่าวอ้างว่า

    “กัมพูชาไม่มีเที่ยวบินระยะไกลเชื่อมต่อกัน เราคือเหยื่อตัวจริง”
    เขากล่าว เขาชี้ให้เห็นถึงสนามบินนานาชาติของกัมพูชา พนมเปญ เสียมเรียบ สีหนุวิลล์ ไม่น่าจะเป็นทางเข้าของคนเหล่านี้และโต้แย้งว่าแรงงานที่ไม่มีหนังสือเดินทางไม่น่าจะเข้ามาทางสนามบินเหล่านี้ได้

    ดังนั้นคนเหล่านี้จะต้องเข้าผ่านประเทศเพื่อนบ้านกัมพูชาเท่านั้น(มีเพียง 3 ประเทศ)

    อย่างไรก็ดี เขาตัดเวียดนามออกไป โดยอ้างถึงการควบคุมที่เข้มงวด จึงเหลือเพียงไทยและลาว

    ว่าง่ายๆการแถลงครั้งนี้จึงเป็นการบอกว่าแก๊งสแกมเมอร์ที่อยู่ในกัมพูชานั้นล้วนแต่มาจาก 2 ประเทศนี้ทั้งนั้น

    โดยเขาได้เปล่าอ้างถึงกรณีของบ็อกอร์ ที่นักศึกษาชาวเกาหลีถูกฆ่าตายในแหล่งมั่วสุมฉ้อโกง และผู้ต้องสงสัยถูกจับกุมในประเทศไทยในภายหลัง

    เขากล่าวว่าเขาได้ขอข้อมูลจากเอกอัครราชทูตเกาหลีใต้คนใหม่แล้ว
    “ทำไมพวกเขาถึงเลือกกัมพูชาเป็นสถานที่ฆ่านักศึกษาชาวเกาหลี ในเมื่อเจ้านายของพวกเขาอยู่ในประเทศไทย?”

    ว่าง่ายๆคือกัมพูชาในสายตาของฮุนเซนเป็นเพียงเหยื่อของแก๊งสแกมเมอร์ที่เข้ามาผ่านไทยและลาว...

    https://www.facebook.com/share/p/1JSiQH2tAv/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,488
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ยังไม่พ้นดงหนาม … ดีใจได้ … แต่เผื่อใจไว้บ้าง !!!!

    ที่บอกเช่นนี้ ก็เพราะ

    เมื่ออ่านแนวทางที่สหรัฐจะใช้เจรจาต่อรองกับอิหร่าน

    ตามที่ President Trump ให้ไว้
    FB_IMG_1779639161165.jpg
    - ไม่รีบเจรจา

    - อดทนเพื่อให้ได้ข้อตกลงที่ดี

    - เวลาอยู่ข้างสหรัฐ

    - อิหร่านต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ … ไม่พัฒนาเอง และไม่ซื้อ

    - สหรัฐจะยังปิดช่องแคบต่อไป

    จนกระทั่งเจรจาจบ เซ็นข้อตกลงแล้ว ถึงยุติการปิดช่องแคบ

    …..

    ทั้งหมดหมายความว่า ….

    เรายังไม่พ้นดงหนาม

    การเจรจาคงเป็นหนังม้วนยาว

    ที่ต้องใช้เวลา

    เพราะสหรัฐบอก ”ไม่รีบร้อน“

    และบอกอิหร่านว่า “ไม่ควรรีบร้อนเช่นกัน”

    ให้ใช้เวลาหาคำตอบที่ลงตัวด้วยกัน

    เป็นสัญญาณว่า … สหรัฐจะเอาให้ได้มากสุด

    Maximalist Approach

    ละเลียดต่อรอง ให้ได้มากสุด

    เท่าที่จะคั้นได้

    โดยคิดว่า “เวลาอยู่ข้างสหรัฐ”

    สำหรับอิหร่าน … มีปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ

    ทุกวันที่ช่องแคบถูกปิด

    รายได้อิหร่านจะหายไป

    ไม่มีเงินไปช่วยดูแลแก้ไขปัญหาปากท้อง

    สะสมเป็นความเปราะบาง บั่นทอนจากภายใน

    ส่วนสหรัฐ … รับรายได้ … ขายน้ำมันแทนตะวันออกกลาง

    สุดท้าย ในเรื่องช่องแคบ Hormuz

    หากสหรัฐปิดช่องแคบต่อ

    อิหร่านก็คงปิดช่องแคบต่อเช่นกัน

    โลกและเรา … ก็ต้องทนต่อไป

    ทนขาดแคลนน้ำมันและ by-products ไปอีกช่วง

    นอกจากนี้ ที่น่ากังวลใจก็คือ

    ยิ่งเจรจา

    ก็ยิ่งมีความเสี่ยงที่จะตกลงกันไม่ได้

    การเผชิญหน้าก็อาจจะปะทุกลับมาอีก

    หากไม่มีใครยอมใคร

    และจากมือที่สาม … อิสราเอล

    ขอเป็นกำลังใจให้สหรัฐและอิหร่าน

    หาคำตอบที่ลงตัวเจอโดยเร็วครับ !!!

    #Trump #MOU #Iran

    https://www.facebook.com/share/184tz7gyQH/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,488
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ด่วนจริงจัง !! ประกาศห้ามนำสินค้าไทยเข้ามาจำหน่ายยัง กัมพูชาหากพบเห็นเตรียมใช้มาตรการเด็ดขาดและสั่งเตือนถึงผู้ว่าราชการทุกจังหวัดที่ติดกับไทยหากพอเห็นการ
    นำเข้าสินค้าจากทางฝั่งไทย สามารถจัดการขั้นเด็ดขาดได้ทันที
    เพราะถือว่าเป็นการละเมิดกฏหมายของกัมพูชาโดยตรง

    อดอยากแน่ทีนี้ (น้ำมันก็ของไทยนะอย่าใช้เชียวเสียศักดิ์ศรีหมด)
    อ้างอิงจากสำนักข่าว APK NEWS ของกัมพูชในในคอมเม้น

    #beemnews
    #Scambodia

    https://www.facebook.com/share/18obbXfzra/
     

แชร์หน้านี้

Loading...