ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อิหร่านยืนยันไม่ย้ายยูเรเนียมออกนอกประเทศ สวนทางรายงานสื่อตะวันตกที่ระบุว่ามีการบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นแล้ว

    "อิหร่านปฏิเสธข้อตกลงขนย้ายวัสดุนิวเคลียร์ ย้ำสิทธิการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในดินแดนตนเอง"

    แหล่งข่าวใกล้ชิดทีมเจรจาของอิหร่านเปิดเผยว่า ร่างเอกสารข้อตกลงสันติภาพฉบับล่าสุดไม่มีการระบุถึงการยอมรับให้มีการเคลื่อนย้ายหรือส่งต่อวัสดุนิวเคลียร์ที่ผ่านการเสริมสมรรถนะแล้วออกนอกประเทศ พร้อมระบุว่ารายงานจากสื่อตะวันตกที่อ้างข้อมูลตรงกันข้ามนั้นเป็น "ข้อมูลเท็จ" โดยเจตนาเพื่อสร้างแรงกดดันทางการเมือง

    ท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการจับตามองของนานาชาติ หลังประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ ออกมาระบุว่าข้อเสนอของอิหร่านผ่านตัวกลางปากีสถานนั้น "ยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง" เนื่องจากวอชิงตันและอิสราเอลยังคงยึดเส้นตายว่าอิหร่านต้องยุติโครงการนิวเคลียร์และขนย้ายวัสดุอันตรายออกไปทั้งหมดเพื่อแลกกับการยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล

    ขณะที่ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน Ayatollah Mojtaba Khamenei ประกาศกร้าวว่าอิหร่านจะปกป้องขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์และขีปนาวุธในฐานะ "ทรัพย์สินของชาติ" ส่งผลให้สถานการณ์การเจรจาในขณะนี้เข้าสู่ภาวะชะงักงัน เนื่องจากทั้งสองฝ่ายต่างยืนกรานในจุดยืนที่สวนทางกันอย่างสิ้นเชิงเกี่ยวกับสถานะของยูเรเนียมในคลังสะสม

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลบางส่วนยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    Fact Check
    ✔ ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว: รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดี Donald Trump ปฏิเสธข้อเสนอสันติภาพล่าสุดของอิหร่าน และอิหร่านยังคงยืนยันสิทธิในการครอบครองเทคโนโลยีนิวเคลียร์
    ⚠ ข้อมูลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ: รายละเอียดเชิงลึกในร่างเอกสาร 14 ประเด็นที่ส่งผ่านตัวกลางปากีสถาน และสถานะที่แท้จริงของคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงหลังการโจมตีทางอากาศในปี 2025
    ✖ ข้อมูลที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน: รายงานที่ระบุว่าอิหร่านยินยอมจะเจือจางยูเรเนียม (Dilute) เพื่อแลกกับการยกเลิกการคว่ำบาตรน้ำมัน

    ระดับความน่าเชื่อถือของข่าว:
    Partially Confirmed – มีรายงานขัดแย้งกันระหว่างสื่อตะวันตกและสื่อทางการอิหร่านเกี่ยวกับเนื้อหาในร่างข้อตกลงนิวเคลียร์

    Status: Developing Story – ข้อมูลอาจมีการอัปเดตเมื่อมีการยืนยันเพิ่มเติม
    Source: Reuters, The Hindu, Time, Al Jazeera

    https://www.facebook.com/share/p/1DWFoiiSWn/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับจ่อทิ้งเทคโนโลยีสหรัฐฯ หันซบระบบป้องกันภัยทางอากาศตุรกีรับมือสงครามโดรน

    ส่องเทรนด์ความมั่นคงใหม่ เมื่อชาติอาหรับกระเป๋าหนักเริ่มหมดความอดทนกับความล่าช้าของสหรัฐฯ และเบนเข็มสั่งซื้อ "Steel Dome" จากตุรกีแทน

    มีรายงานว่ากลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) กำลังเร่งกระบวนการจัดหาอาวุธครั้งใหญ่โดยมุ่งเน้นไปที่ระบบป้องกันภัยทางอากาศรุ่นล่าสุดอย่าง HISAR และ SIPER ของตุรกี หลังจากเผชิญกับภัยคุกคามจากโดรนพลีชีพที่ทวีความรุนแรงขึ้นในภูมิภาค ขณะที่การส่งมอบระบบแพทริออต (Patriot) และ THAAD จากสหรัฐฯ ยังคงประสบปัญหาความล่าช้าจากข้อจำกัดด้านห่วงโซ่อุปทานและการอนุมัติทางเมืองที่ซับซ้อน

    ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงระบุว่า สงครามอิหร่านที่ปะทุขึ้นในช่วงต้นปี 2026 เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มองหาทางเลือกที่ "พึ่งพาตนเองได้" มากกว่าเดิม โดยเทคโนโลยีของตุรกีภายใต้การนำของประธานาธิบดี Recep Tayyip Erdoğan พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามีราคาที่เข้าถึงง่ายกว่าและสามารถปรับแต่งระบบซอฟต์แวร์ให้เข้ากับภัยคุกคามเฉพาะหน้าได้รวดเร็ว ซึ่งถือเป็นจุดแข็งที่ระบบดั้งเดิมของตะวันตกยังทำไม่ได้

    การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงอำนาจทางการทหารที่เปลี่ยนมือ แต่ยังแสดงให้เห็นถึงรอยร้าวในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลวอชิงตันและพันธมิตรในตะวันออกกลาง โดยตุรกีได้ใช้โอกาสนี้เปิดตัวแพลตฟอร์มต่อต้านโดรนและขีปนาวุธแบบครบวงจรในงานแสดงอาวุธที่อิสตันบูล พร้อมเสนอแผนการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้กับกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ ซึ่งเป็นข้อเสนอที่สหรัฐฯ มักจะปฏิเสธมาโดยตลอด

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลบางส่วนยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    Fact Check
    ✔ ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว: อิรักและบางประเทศในอ่าวอาหรับได้ลงนามข้อตกลงซื้อระบบป้องกันภัยทางอากาศจากบริษัท Roketsan และ Aselsan ของตุรกีในปี 2026
    ⚠ ข้อมูลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ: รายละเอียดจำนวนหน่วยและมูลค่าสัญญาซื้อขายระบบ SIPER ระยะไกลที่ยังไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ
    ✖ ข้อมูลที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน: การยกเลิกสัญญาจัดซื้อระบบ THAAD จากสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการของกาตาร์และยูเออี

    ระดับความน่าเชื่อถือของข่าว:
    Confirmed – รายงานจากสื่อหลักและข้อมูลจากงาน Saha Defence Show ยืนยันการเคลื่อนไหวของชาติอาหรับ

    Status: Developing Story – ข้อมูลอาจมีการอัปเดตเมื่อมีการยืนยันเพิ่มเติม
    Source: Middle East Eye, Al Jazeera, The National
    https://www.facebook.com/share/p/1B4uEUYytT/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    จับตาความตึงเครียดตะวันออกกลางหลังผู้นำสหรัฐฯ ส่งสัญญาณทางการทูตครั้งสำคัญท่ามกลางสถานการณ์ที่เปราะบาง

    โดนัลด์ ทรัมป์ ย้ำความเป็นไปได้ในการเจรจาข้อตกลงอิหร่าน แม้รับสภาพข้อตกลงหยุดยิงปัจจุบันอยู่ในภาวะวิกฤต

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนโดยระบุว่า คณะทำงานของเขายังคงเชื่อมั่นในวิถีทางการทูตเพื่อหาทางออกร่วมกับประเทศอิหร่านภายใต้การนำของ โมจตาบา คาเมเนอี แม้ว่าก่อนหน้านี้ไม่นานเขาจะเพิ่งออกมาเปิดเผยว่าสถานะของข้อตกลงหยุดยิงในภูมิภาคกำลังอยู่ในภาวะ "โคม่า" และแทบจะไร้ผลในทางปฏิบัติก็ตาม

    มีรายงานว่าท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการจับตามองของนานาชาติถึงทิศทางนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ในปี 2026 ซึ่งเน้นการกดดันสูงสุดควบคู่ไปกับการเปิดช่องว่างสำหรับการเจรจาครั้งใหม่ โดยทรัมป์เน้นย้ำว่าทางเลือกทางการทูตยังคงวางอยู่บนโต๊ะ หากอีกฝ่ายแสดงความพร้อมในการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคต่อความมั่นคงในระดับสากล

    อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ด้านภูมิรัฐศาสตร์มองว่าการส่งสัญญาณที่ย้อนแย้งนี้อาจเป็นกลยุทธ์ในการสร้างอำนาจต่อรองในเวทีโลก ขณะที่สถานการณ์ในพื้นที่จริงยังคงมีความตึงเครียดสูงและพร้อมจะเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ซึ่งหลายฝ่ายกำลังรอท่าทีตอบรับอย่างเป็นทางการจากกรุงเตหะรานว่าจะมีการตอบสนองต่อข้อเสนอทางการทูตครั้งนี้อย่างไร

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลบางส่วนยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    Fact Check
    ✔ ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว: ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่ายังเปิดช่องทางการทูตกับอิหร่าน
    ⚠ ข้อมูลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ: รายละเอียดเงื่อนไขใหม่ในข้อตกลงที่สหรัฐฯ อาจเสนอต่ออิหร่าน
    ✖ ข้อมูลที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน: การนัดหมายการเจรจาลับระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองประเทศ

    ระดับความน่าเชื่อถือของข่าว:
    Partially Confirmed – รายงานจากสื่อหลักอ้างอิงคำให้สัมภาษณ์โดยตรง แต่แผนปฏิบัติการทางการทูตยังไม่มีความชัดเจน

    Status: Developing Story – ข้อมูลอาจมีการอัปเดตเมื่อมีการยืนยันเพิ่มเติม
    Source: Al Jazeera

    https://www.facebook.com/share/p/1Cd7z4mzx4/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    จับตาความเคลื่อนไหวครั้งประวัติศาสตร์ที่อาจเปลี่ยนแผนที่การเมืองโลก เมื่อผู้นำสหรัฐฯ ส่งสัญญาณรุกคืบอเมริกาใต้ด้วยข้อเสนอที่ไม่มีใครคาดคิด

    "โดนัลด์ ทรัมป์" เผยแนวคิดสุดโต่ง พิจารณาดึง "เวเนซุเอลา" เข้าเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ หวังคุมเบ็ดเสร็จแหล่งน้ำมันดิบที่ใหญ่ที่สุดในโลก

    มีรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวระหว่างการให้สัมภาษณ์ล่าสุดว่าเขากำลังพิจารณาอย่างจริงจังถึงความเป็นไปได้ในการผนวกเวเนซุเอลาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ ในฐานะรัฐที่ 51 โดยระบุว่าความเคลื่อนไหวด้านภูมิรัฐศาสตร์ครั้งนี้จะช่วยแก้ปัญหาความไร้เสถียรภาพในภูมิภาค และสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระดับสูงสุดให้กับชาวอเมริกันผ่านคลังน้ำมันมหาศาลของเวเนซุเอลา

    ทางด้านนักวิเคราะห์เศรษฐกิจโลกมองว่า หากนโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นจริง จะเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจในทวีปอเมริกาอย่างถอนรากถอนโคน อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวต้องเผชิญกับอุปสรรคทางกฎหมายระหว่างประเทศและรัฐธรรมนูญของทั้งสองประเทศอย่างมหาศาล รวมถึงกระแสต่อต้านจากรัฐบาลในกรุงคารากัสที่มองว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยอย่างร้ายแรงในยุคใหม่

    ขณะนี้ทำเนียบขาวยังไม่ได้มีการแถลงโรดแมปที่ชัดเจนเกี่ยวกับขั้นตอนทางกฎหมายหรือการทำประชามติ แต่คำกล่าวของทรัมป์ได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกเกิดความผันผวนทันที ท่ามกลางการเฝ้าระวังจากพันธมิตรในลาตินอเมริกาและคู่แข่งมหาอำนาจอย่างจีนและรัสเซียที่ขยายอิทธิพลในเวเนซุเอลามาอย่างยาวนาน

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลบางส่วนยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    Fact Check
    ✔ ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว: การให้สัมภาษณ์ของโดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับแนวคิดการผนวกดินแดนเวเนซุเอลา และปฏิกิริยาเบื้องต้นของตลาดน้ำมัน
    ⚠ ข้อมูลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ: ขั้นตอนการดำเนินการทางกฎหมายที่เป็นรูปธรรมจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ
    ✖ ข้อมูลที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน: การตกลงยอมรับจากฝ่ายบริหารหรือกองทัพของเวเนซุเอลาต่อข้อเสนอนี้

    ระดับความน่าเชื่อถือของข่าว:
    Partially Confirmed – ข้อมูลมาจากคำกล่าวของผู้นำโดยตรง แต่ยังขาดแผนปฏิบัติการที่เป็นทางการ

    Status: Developing Story – ข้อมูลอาจมีการอัปเดตเมื่อมีการยืนยันเพิ่มเติม
    Source: Reuters, Bloomberg, AP News

    https://www.facebook.com/share/p/1Hq7ddY3ss/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    จับตาความมั่นคงรอบใหม่ในตะวันออกกลาง หลังสหภาพยุโรปพิจารณาตั้งกองกำลังติดอาวุธหนุนเลบานอนเพื่อคานอำนาจหลังสิ้นสุดภารกิจ UNIFIL

    สหภาพยุโรปเล็งตั้งกองกำลังติดอาวุธเสริมแกร่งกองทัพเลบานอน หลังภารกิจรักษาสันติภาพ UNIFIL จ่อสิ้นสุดลง

    สหภาพยุโรป (EU) เริ่มมีการหารืออย่างเป็นทางการถึงความเป็นไปได้ในการจัดตั้งและส่งกองกำลังติดอาวุธเข้าไปสนับสนุนกองทัพเลบานอน โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างความมั่นคงในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศ หลังจากมีการคาดการณ์ว่าภารกิจของกองกำลังชั่วคราวแห่งสหประชาชาติในเลบานอน หรือ UNIFIL อาจเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงหรือสิ้นสุดวาระในอนาคตอันใกล้

    ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของกลุ่มประเทศตะวันตกต่อสูญญากาศทางอำนาจที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งอาจเปิดช่องให้กลุ่มติดอาวุธในพื้นที่กลับมาขยายอิทธิพลได้อีกครั้ง โดย Friedrich Merz นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ในฐานะผู้นำที่มีบทบาทสำคัญในสหภาพยุโรปปี 2026 ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการรักษาเสถียรภาพในภูมิภาคนี้เพื่อป้องกันผลกระทบที่จะลามมาถึงยุโรป

    อย่างไรก็ตาม แผนการนี้ยังต้องเผชิญกับความท้าทายด้านกฎหมายระหว่างประเทศและการยอมรับจากรัฐบาลท้องถิ่นในเลบานอน ซึ่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ EU ระบุว่าการสนับสนุนนี้จะเป็นไปในรูปแบบของการฝึกอบรมและการใช้อาวุธที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อยกระดับกองทัพเลบานอนให้สามารถควบคุมอธิปไตยของตนเองได้อย่างเต็มรูปแบบ

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลบางส่วนยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    Fact Check
    ✔ ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว: สหภาพยุโรปมีความสนใจและมีการหารือภายในถึงแนวทางการสนับสนุนกองทัพเลบานอนหลังเสร็จสิ้นภารกิจ UNIFIL
    ⚠ ข้อมูลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ: กรอบเวลาที่ชัดเจนของการสิ้นสุดภารกิจ UNIFIL และจำนวนกำลังพลที่ EU จะส่งมอบให้กับภารกิจใหม่นี้
    ✖ ข้อมูลที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน: การตกลงยอมรับเงื่อนไขการส่งกองกำลังติดอาวุธจากฝ่ายบริหารของเลบานอนอย่างเป็นทางการ

    ระดับความน่าเชื่อถือของข่าว:
    Partially Confirmed – มีการรายงานจากแหล่งข่าวทางการทูตและสำนักข่าวเศรษฐกิจการเมืองระดับโลก แต่ยังต้องรอแถลงการณ์ร่วมของสมาชิก EU ทั้งหมด

    Status: Developing Story – ข้อมูลอาจมีการอัปเดตเมื่อมีการยืนยันเพิ่มเติม
    Source: Financial Times

    https://www.facebook.com/share/p/1HstUwY1EX/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    May 12, 2026 ควรรอก่อน! "ธนวรรธน์" อธิการบดี ม.หอการค้าไทย การกู้เงินปรับโครงสร้างพลังงาน ยังเป็นเรื่องที่รอได้ และไม่สามารถประเมินได้ว่าจะส่งผลเร็วแค่ไหน
    .
    จากกรณีฝ่ายค้านไม่เห็นด้วยกับการออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ (พ.ร.ก.กู้เงินฯ) วงเงิน 4 แสนล้านบาท โดยให้เหตุผลว่าการกู้เงินเพื่อนำมาใช้ปรับโครงสร้างเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ยังเป็นเรื่องที่สามารถรอได้ ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนหรือจำเป็นที่จะต้องกู้เงินในขณะนี้ ซึ่งเรื่องการปรับโครงสร้างพลังงาน ประเทศไทยก็ไม่ได้มีการปรับโครงสร้างในเรื่องนี้มายาวนานมาก ดังนั้นจึงมองว่าไม่ได้เป็นความจำเป็นเร่งด่วน นี่คือสิ่งที่ฝ่ายค้านมอง ในขณะที่รัฐบาลมองว่า หากเร่งทำได้เลย ก็จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศในอนาคต
    .
    โดยนายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย มองว่าความเห็นดังกล่าวเป็นเรื่องของมุมมองที่ต้องตีความ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วมองว่ายังเป็นสิ่งที่รอได้ แต่ทั้งนี้ไม่ขอนิยามว่าเร่งด่วน หรือ ไม่เร่งด่วน ซึ่คงต้องมาพิจารณาดูว่ารัฐบาลใส่ความจำเป็นเร่งด่วนอย่างไร เช่น ความเร่งด่วน เพราะจะมีผลกระทบต่อการขาดดุลการค้าในระยะยาว หมายความว่า นับจากนี้หากน้ำมันแพงมาก รัฐบาลจะต้องเอาเงินตราต่างประเทศไปซื้อน้ำมันเข้ามา ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจทรุด ถ้าตีความแบบนี้ น่าจะมองว่าเป็นความเร่งด่วน แต่ถ้าเป็นกรณีการปรับโครงสร้างพลังงานในอีก 5-6 เดือนในอนาคต อาจจะทำให้ตีความได้ว่า รอได้ เหมือนที่ฝ่ายค้านบอกว่าทำไมไม่จัดสรรงบประมาณปกติ ดังนั้น จึงไม่สามารถประเมินได้ว่าจะมีผลเร็วแค่ไหน ถ้าเทียบเคียงกับไทยช่วยไทย พลัส จะมีผลทันที ในมิ.ย. ดังนั้นเม็ดเงินจากการปรับโครงสร้างจะมีผลของการใช้เงินเมื่อไร ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลอาจยังไม่ได้ชี้แจงครบและชัดเจน
    .
    อ่านเพิ่มเติม คลิก https://shorturl.asia/1wyTL
    .
    Website: https://btimes.biz
    Facebook: https://web.facebook.com/btimesch3
    YouTube: https://www.youtube.com/@BTimes_ch3
    TikTok : https://www.tiktok.com/@btimes_ch3

    #หอการค้า #พรกกู้เงิน #ปรับโครงสร้างพลังงาน #ธนวรรธน์ #BTimes

    https://www.facebook.com/share/p/17XB2Tu2Xd/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ‘เอกนิติ’ สั่ง ‘สรรพสามิต’ ทบทวนโครงการรถเก่าแลกรถใหม่
    หลังปลัดคลัง ชี้ยังติดอุปสรรคหลายประเด็น
    โดยเฉพาะการกำหนดราคากลาง เกณฑ์เกี่ยวกับซากรถ BTimes

    May 12, 2026 ทบทวนอีก! ‘เอกนิติ’ สั่ง ‘สรรพสามิต’ ทบทวนโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ หลังปลัดคลัง ชี้ยังติดอุปสรรคหลายประเด็น โดยเฉพาะการกำหนดราคากลาง เกณฑ์เกี่ยวกับซากรถ

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณี รถเก่าแลกรถใหม่ ที่อาจติดขัดในเรื่องของรายละเอียดที่อาจทำให้ไม่สามารถดำเนินโครงการได้ว่า ขณะนี้ยังมีเวลา และได้มอบหมายให้ กรมสรรพสามิต ไปดำเนินการพิจารณาต่อ

    โดยวานนี้ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้า โครงการรถเก่าแลกรถใหม่ ว่า ขณะนี้ สรรพสามิต อยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดของโครงการ แต่ยังติดอุปสรรคหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องการประเมินราคารถเก่า ซึ่งทำได้ยาก เนื่องจากรถแต่ละคันมีสภาพและมูลค่าแตกต่างกัน หากกำหนดราคากลาง เช่น 50,000–60,000 บาท อาจก่อให้เกิดปัญหาได้ทั้งกรณีตีราคาต่ำเกินไปสำหรับรถสภาพดี หรือสูงเกินไปสำหรับรถที่มีมูลค่าน้อย

    นอกจากนี้ ยังมีอุปสรรคในการกำหนดเกณฑ์เกี่ยวกับซากรถ เนื่องจากในทางปฏิบัติไม่มีการแยกชิ้นส่วนรถทั้งคันอย่างชัดเจนว่าเป็นเศษเหล็กหรือชิ้นส่วนที่ยังสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ ทำให้การวางหลักเกณฑ์ยิ่งมีความซับซ้อนมากขึ้น เช่น เศษเหล็ก , แบตเตอรี่ เป็นต้น

    #รถเก่าแลกรถใหม่ #สรรพสามิต #เอกนิติ #BTimes

    https://www.facebook.com/share/p/1LCLkbFnDf/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    หนี้สาธารณะไทยใกล้ชนเพดาน แม้ยังไม่วิกฤต แต่เปราะบางขึ้น
    ล่าสุดอยู่ที่ 66.1%ต่อจีดีพี เข้าใกล้กรอบวินัยการคลัง 70%
    รัฐกู้เงิน 4 แสนล้าน รับความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ กูรูห่วงกดทับการเติบโตระยะยาว BTimes

    May 12, 2026 ห่วงระยะยาว! หนี้สาธารณะไทยใกล้ชนเพดาน แม้ยังไม่วิกฤต แต่เปราะบางขึ้น ล่าสุดอยู่ที่ 66.1%ต่อจีดีพี เข้าใกล้กรอบวินัยการคลัง 70% รัฐกู้เงิน 4 แสนล้าน รับความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ กูรูห่วงกดทับการเติบโตระยะยาว

    Bnomics by Bangkok bank ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยบทวิเคราะห์ หนี้สาธารณะไทยใกล้เพดาน“ โดยระบุว่า สถานการณ์ปัจจุบัน: หนี้ยังบริหารได้ แต่ความยืดหยุ่นทางการคลังเริ่มลดลง
    หนี้สาธารณะไทยกลับมาเป็นประเด็นสำคัญอีกครั้งในปี 2026 หลังรัฐบาลเดินหน้าใช้นโยบายการคลังเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาพลังงาน ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และการเติบโตที่ชะลอลง ภาพรวมในปัจจุบันจึงไม่ได้สะท้อนเพียงระดับหนี้ที่สูงขึ้น แต่สะท้อนข้อจำกัดของรัฐในการรับมือกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจรอบใหม่ด้วย

    ล่าสุด รัฐบาลอนุมัติ พ.ร.ก. กู้เงินฉุกเฉินวงเงิน 4 แสนล้านบาท ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะระบุว่า ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 หนี้สาธารณะไทยอยู่ที่ประมาณ 12.6 ล้านล้านบาท หรือราว 66.1% ของ GDP ใกล้กรอบวินัยการคลังที่ 70% มากขึ้นขณะเดียวกัน ไทยยังขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง และต้องกู้ใหม่เพื่อ rollover หนี้เดิมบางส่วน ทำให้ภาระหนี้เริ่มกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญของนโยบายการคลังในระยะต่อไป

    โจทย์ของรัฐจึงซับซ้อนขึ้น เพราะต้องรักษาสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจ การดูแลค่าครองชีพ การรักษาเสถียรภาพการคลัง และการประคองความเชื่อมั่นของตลาดการเงินไปพร้อมกัน ในภาวะที่เศรษฐกิจโตต่ำ เงินเฟ้อจากต้นทุนพลังงานยังเป็นความเสี่ยง และภาระดอกเบี้ยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
    จากวิกฤตโควิดสู่ข้อจำกัดระยะยาวของเศรษฐกิจไทย

    ช่วงโควิด-19 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของหนี้สาธารณะไทย รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินจำนวนมากเพื่อประคองเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชน จนนำไปสู่การปรับเพดานหนี้จาก 60% เป็น 70% ของ GDP ในปี 2021 ในเวลานั้น การกู้เพิ่มยังถูกมองว่าเป็นมาตรการฉุกเฉินเพื่อรับมือวิกฤตเฉพาะหน้า
    แต่ในปี 2026 ปัญหาเริ่มเปลี่ยนจากวิกฤตชั่วคราวไปสู่ข้อจำกัดระยะยาว เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการลงทุนเอกชนที่ฟื้นช้า หนี้ครัวเรือนสูง สังคมสูงวัย ผลิตภาพที่เติบโตต่ำ ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง และฐานภาษีที่ยังขยายได้จำกัด

    ขณะที่ภาครัฐกลับมีภาระใช้จ่ายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งด้านสวัสดิการ การดูแลค่าครองชีพ ระบบสาธารณสุข และการรองรับสังคมสูงวัย ความเสี่ยงสำคัญจึงอาจไม่ใช่ภาวะหนี้ล้นระบบแบบฉับพลัน แต่เป็นภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตไม่ทันภาระหนี้ ทำให้การลดสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ทำได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ ในระยะยาว

    อย่างไรก็ตาม หนี้สาธารณะไทยที่ประมาณ 66% ของ GDP ยังต่ำกว่าหลายประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะสหรัฐฯ และญี่ปุ่นที่มีสัดส่วนหนี้เกิน 100% และ 200% ของ GDP ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบเพียงตัวเลขหนี้ต่อ GDP อาจไม่สะท้อนภาพทั้งหมดประเทศพัฒนาแล้วจำนวนมากมีข้อได้เปรียบที่ไทยยังไม่มี ทั้งตลาดการเงินที่ลึกกว่า ความสามารถในการกู้ด้วยต้นทุนต่ำกว่า ฐานรายได้ภาครัฐที่แข็งแรงกว่า รวมถึงสถานะของสกุลเงินที่ได้รับความเชื่อมั่นระดับโลก ทำให้สามารถรองรับระดับหนี้ที่สูงกว่าได้มากกว่าไทย หากเทียบในอาเซียน ไทยถือว่ามีสัดส่วนหนี้ค่อนข้างสูง เพราะหลายประเทศ เช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ มีหนี้สาธารณะอยู่เพียงประมาณ 25–40% ของ GDP(มีต่อ)

    https://www.facebook.com/share/p/18KGYtg8RZ/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    หน่วยงานการบินพลเรือนของอิสราเอล รายงานว่า ได้ออกคำเตือนว่า สนามบินเบนกูเรียน กลายเป็น “ฐานทัพทหารของสหรัฐฯ” ไปแล้ว เนื่องจากมีการเสริมกำลังทางทหารของสหรัฐฯ ในประเทศจำนวนมาก ตามรายงานของสื่ออิสราเอล

    มีรายงานว่าการเสริมกำลังดังกล่าวเริ่มขึ้นก่อนการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ และยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้นหลังจากมีการหยุดยิง

    หน่วยงานระบุว่า การปรากฏตัวของเครื่องบินทหารสหรัฐฯ จำนวนมากกำลังส่งผลกระทบรุนแรงต่อสายการบินของอิสราเอลและภาคการบินภายในประเทศ

    พร้อมเตือนว่า สายการบินท้องถิ่นอาจล้มละลาย และสายการบินต่างชาติอาจถอนตัว หากไม่มีการย้ายเครื่องบินพลเรือนไปยังฐานทัพทหาร

    https://www.facebook.com/share/p/1ChSggsUQb/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    การเมืองอังกฤษคึกคัก!!
    รมช. Miatta Fahnbulleh ลาออกจากรัฐบาลของนายกฯ เคียร์ สตาร์เมอร์ พร้อมเรียกร้องให้ สตาร์เมอร์ ลาออกหลังจากพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งท้องถิ่น

    https://www.facebook.com/share/p/1Ggv6ojj4s/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ปากีสถานอนุญาตให้อิหร่านนำเครื่องบินทหารมาจอดในฐานทัพ แม้จะรับบทตัวกลางไกล่เกลี่ยความขัดแย้งกับสหรัฐฯ
    FB_IMG_1778588536422.jpg
    ในขณะที่ปากีสถานวางตัวเป็นช่องทางทางการทูตระหว่างเตหะรานและวอชิงตัน แต่ในทางลับ ปากีสถานกลับอนุญาตให้เครื่องบินทหารของอิหร่านเข้ามาจอดในฐานทัพอากาศของตน ซึ่งอาจเป็นการช่วยกำบังเครื่องบินเหล่านี้จากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ตามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่มีความเข้าใจในเรื่องนี้

    นอกจากนี้ อิหร่านยังได้ส่งเครื่องบินพลเรือนไปจอดในอัฟกานิสถานซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านด้วย ทว่ายังไม่แน่ชัดว่ามีเครื่องบินทหารรวมอยู่ในเที่ยวบินเหล่านั้นหรือไม่ เจ้าหน้าที่สองรายเผยกับ CBS News

    การเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามที่ชัดเจนในการปกป้องทรัพย์สินทางทหารและการบินที่เหลืออยู่ของอิหร่านจากความขัดแย้งที่ขยายตัวขึ้น แม้ว่าในที่สาธารณะ บรรดาเจ้าหน้าที่จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการลดความตึงเครียดก็ตาม

    เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ซึ่งขอไม่เปิดเผยตัวตนเพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นความมั่นคงแห่งชาติ บอกกับ CBS News ว่า เพียงไม่กี่วันหลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศหยุดยิงกับอิหร่านเมื่อต้นเดือนเมษายน เตหะรานได้ส่งเครื่องบินหลายลำไปยังฐานทัพอากาศนูร์ข่าน (Nur Khan) ของปากีสถาน ซึ่งเป็นยุทธสถานทางทหารที่สำคัญตั้งอยู่ใกล้กับเมืองราวัลพินดีซึ่งเป็นเมืองที่ตั้งกองกำลังทหารของปากีสถาน

    ท่ามกลางยุทโธปกรณ์ทางทหารเหล่านั้น พบเครื่องบิน RC-130 ของกองทัพอากาศอิหร่าน ซึ่งเป็นรุ่นที่ใช้ในการลาดตระเวนและเก็บข้อมูลข่าวกรอง ดัดแปลงมาจากเครื่องบินขนส่งทางยุทธวิธี Lockheed C-130 Hercules

    เจ้าหน้าที่ระดับสูงของปากีสถานปฏิเสธข้อกล่าวหาเกี่ยวกับฐานทัพอากาศนูร์ข่าน โดยระบุว่า "ฐานทัพนูร์ข่านตั้งอยู่ใจกลางเมือง ฝูงบินขนาดใหญ่ที่มาจอดที่นั่นย่อมไม่สามารถปิดบังจากสายตาประชาชนได้"

    ตามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่การบินพลเรือนของอัฟกานิสถานที่ให้ข้อมูลกับ CBS News เครื่องบินพลเรือนของอิหร่านลำหนึ่งซึ่งเป็นของสายการบิน Mahan Air ได้ลงจอดที่กรุงคาบูลไม่นานก่อนสงครามจะเริ่มขึ้น หลังจากน่านฟ้าอิหร่านถูกปิด เครื่องบินลำดังกล่าวก็ยังคงจอดอยู่ที่สนามบินคาบูล

    ต่อมา เมื่อปากีสถานเริ่มทำการโจมตีทางอากาศในกรุงคาบูลเมื่อเดือนมีนาคม ระหว่างความตึงเครียดกับรัฐบาลที่นำโดยกลุ่มตาลีบัน (กรณีข้อกล่าวหาว่าตาลีบันให้ที่พักพิงแก่กลุ่มติดอาวุธจีฮัด Tehrik-e-Taliban Pakistan) ทางการการบินพลเรือนของตาลีบันจึงตัดสินใจย้ายเครื่องบินลำดังกล่าวไปยังสนามบินเฮรัต (Herat) ใกล้ชายแดนอิหร่านด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย เพื่อป้องกันจากการถูกทิ้งระเบิดที่สนามบินคาบูลโดยเครื่องบินเจ็ตของปากีสถาน

    เจ้าหน้าที่การบินระบุว่า นี่คือเครื่องบินอิหร่านเพียงลำเดียวที่เหลืออยู่ในอัฟกานิสถาน

    ทางด้าน ซาบิฮุลเลาะห์ มูจาฮิด โฆษกหลักของตาลีบัน ปฏิเสธการมีอยู่ของเครื่องบินอิหร่านในอัฟกานิสถาน โดยบอกกับ CBS News ว่า "ไม่ นั่นไม่เป็นความจริง และอิหร่านก็ไม่มีความจำเป็นต้องทำเช่นนั้น"

    ความช่วยเหลือทางทหารที่ปากีสถานได้รับจากจีนนั้นเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ผลการศึกษาจากสถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสตอกโฮล์ม (SIPRI) แสดงให้เห็นว่า จีนเป็นผู้จัดหาอาวุธรายใหญ่ให้ปากีสถานถึง 80% ระหว่างปี 2020 ถึง 2024 และอิสลามาบัดยังมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกับปักกิ่งอีกด้วย

    อิสลามาบัดพยายามที่จะประคองตัวอยู่ท่ามกลางทั้งสองฝ่าย โดยนำเสนอตัวเองต่อวอชิงตันในฐานะตัวกลางที่สร้างความมั่นคง ในขณะเดียวกันก็หลีกเลี่ยงขั้นตอนที่อาจทำให้เตหะรานหรือจีน (ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนระหว่างประเทศที่ทรงพลังที่สุดของอิหร่าน) ขุ่นเคือง

    จีนซึ่งได้กระชับความร่วมมือทางทหารและเศรษฐกิจกับทั้งปากีสถานและอิหร่านในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ได้ออกมากล่าวยกย่องบทบาทของปากีสถานในการอำนวยความสะดวกให้เกิดการสื่อสารทางอ้อมระหว่างเตหะรานและวอชิงตัน

    https://www.facebook.com/share/p/1D3bktVgTM/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    มาถึงขั้นนี้แล้ว! ขนม "คาลบี้" ต้องพิมพ์ห่อเป็นสีขาวดำ เพราะสงครามตะวันออกกลางทำหมึกสีหมด!

    FB_IMG_1778588728820.jpg
    ทั้งนี้ มันเป็นเรื่องของซัพพลายเชน เพราะ "เรซิ่น" ที่เป็นส่วนประกอบในการผลิตหมึกสีนั้น มันมาจากโรงงานปิโตรเคมีที่ต้องป้อนวัตถุดิบเป็นแนฟทาหรือแอลพีจีเข้าไป ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ก็ล้วนมากจากอุตสาหกรรมการกลั่นน้ำมันหรือแยกก๊าซ
    ฉะนั้น ปิดฮอร์มุซก็เลยขาดตลาดกันเป็นทอดๆ
    นี่ยังดีนะ ยังผลิตห่อผลิตซองได้อยู่

    ถ้าสงครามไม่ยอมจบซักที ก็จะเห็นอะไรแปลกๆ อย่างงี้มากขึ้นเรื่อยๆ ...

    https://www.facebook.com/1000594715...Xzea6P5Bu6F6cU5thfZa6GqwSTFl/?mibextid=NOb6eG
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ✈️ Endgame ภาคปักกิ่ง: เมื่อทรัมป์ขนทีม Avengers ภาคธุรกิจ 16 ชีวิต บุกพบสี จิ้นผิง

    สวัสดีค่ะ วันนี้จะมาเล่าเรื่องทริปประวัติศาสตร์ของทรัมป์ที่กำลังจะบินไปปักกิ่งเพื่อพบสี จิ้นผิงในวันที่ 14-15 พฤษภาคม 2026 ให้ฟังกันแบบละเอียดเลยนะคะ

    ทริปนี้เดิมทีกำหนดไว้ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม แต่ถูกเลื่อนออกมาเพราะสถานการณ์สงครามอิหร่านที่บานปลายหลังสหรัฐและอิสราเอลโจมตี ทำให้กว่าจะได้เจอกันอีกครั้งก็ผ่านไปหลายเดือนนับจากการพบกันครั้งล่าสุดที่ปูซาน เกาหลีใต้ เมื่อตุลาคม 2025

    ที่น่าสนใจมากคือ ทรัมป์ไม่ได้ไปคนเดียวค่ะ ทำเนียบขาวยืนยันกับ BBC ว่าจะมีผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทสหรัฐรวม 17 คนร่วมเดินทางไปด้วย ซึ่งครอบคลุมอุตสาหกรรมแทบทุกขั้วที่จีนสนใจ ตั้งแต่เทคโนโลยี การเงิน การบิน เกษตร เซมิคอนดักเตอร์ ไปจนถึง social media platforms นิคกี้ขอไล่ชื่อให้ฟังเป็นรายอุตสาหกรรมเลยนะคะ จะได้เห็นภาพชัด

    เริ่มจากฝั่งเทคโนโลยีก่อน ตัวเอกที่สื่อทั่วโลกพาดหัวกันเยอะที่สุดคือ Tim Cook จาก Apple และ Elon Musk จาก Tesla/SpaceX ซึ่งทั้งคู่มีผลประโยชน์ทางธุรกิจในจีนมหาศาล Apple ยังคงพึ่งพา supply chain จีนเป็นหลัก ส่วน Tesla ก็มี Gigafactory เซี่ยงไฮ้เป็นฐานการผลิตสำคัญ

    นอกจากนี้ยังมี Dina Powell McCormick จาก Meta (ตำแหน่ง President และ Vice Chair ไม่ใช่ CEO นะคะ เพราะ Mark Zuckerberg ไม่ได้มาเอง) ซึ่งน่าสนใจมากเพราะ Facebook และ Instagram ถูกบล็อกในจีนมาตลอด การส่งผู้บริหารระดับสูงไปแบบนี้อาจมีนัยยะอะไรบางอย่าง

    ด้านเซมิคอนดักเตอร์และฮาร์ดแวร์ มี Sanjay Mehrotra จาก Micron Technology, Cristiano Amon จาก Qualcomm และ Jim Anderson จาก Coherent ทั้งสามบริษัทนี้อยู่ในเป้าหมายของจีนทั้งในแง่การจัดซื้อและในแง่ที่จีนพยายามลดการพึ่งพา แต่ที่ขาดหายไปอย่างมีนัยสำคัญและสื่อพูดถึงกันเยอะคือ Jensen Huang แห่ง Nvidia ไม่ได้อยู่ในรายชื่อ ทั้งที่ Nvidia คือศูนย์กลางของสงครามชิป AI ระหว่างสองชาติ ส่วน Chuck Robbins ซีอีโอ Cisco ได้รับเชิญแต่ไม่สามารถร่วมเดินทางได้เพราะติดตารางประกาศผลประกอบการในสัปดาห์เดียวกัน

    ฝั่ง biotech มีคนเดียวแต่สำคัญมากคือ Jacob Thaysen จาก Illumina ซึ่งทำธุรกิจเครื่อง gene sequencing ที่จีนเคยขึ้น unreliable entity list มาก่อน การที่ Illumina ได้มาด้วยถือเป็นสัญญาณว่าสองชาติพยายามเปิดทางความร่วมมือด้าน precision medicine มากขึ้น

    ฝั่งการเงินถือว่ามาหนักมากค่ะ เรียงไล่จากกองทุนใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง BlackRock โดย Larry Fink, ตามด้วย Stephen Schwarzman แห่ง Blackstone ราชาแห่ง private equity ที่มีสายสัมพันธ์กับปักกิ่งยาวนาน, Jane Fraser ซีอีโอหญิงคนแรกของ Citigroup, David Solomon จาก Goldman Sachs และอีกสองยักษ์ใหญ่ในระบบชำระเงินคือ Michael Miebach จาก Mastercard และ Ryan McInerney จาก Visa

    การที่ Visa และ Mastercard มาพร้อมกันเป็นเรื่องน่าจับตา เพราะระบบชำระเงินจีนถูกครอบงำโดย Alipay กับ WeChat Pay มาตลอด

    ฝั่งอุตสาหกรรมหนักและการเกษตร มี Kelly Ortberg ซีอีโอ Boeing ซึ่งจีนเป็นลูกค้าเครื่องบินพาณิชย์รายใหญ่อันดับต้น ๆ ของโลก, H. Lawrence Culp Jr. จาก GE Aerospace ที่ผลิตเครื่องยนต์ให้กับ Boeing และ COMAC C919 ของจีนด้วย และ Brian Sikes จาก Cargill ยักษ์ใหญ่ด้านสินค้าเกษตรซึ่งเป็นไพ่สำคัญในประเด็นถั่วเหลืองและธัญพืช

    สรุปรายชื่อทั้งหมดที่จะร่วมเดินทางจริงๆ มีดังนี้ค่ะ

    Tim Cook (Apple), Elon Musk (Tesla), Larry Fink (BlackRock), Stephen Schwarzman (Blackstone), Kelly Ortberg (Boeing), Brian Sikes (Cargill), Jane Fraser (Citi), Jim Anderson (Coherent), Larry Culp (GE Aerospace), David Solomon (Goldman Sachs), Jacob Thaysen (Illumina), Michael Miebach (Mastercard), Dina Powell McCormick (Meta), Sanjay Mehrotra (Micron), Cristiano Amon (Qualcomm) และ Ryan McInerney (Visa)

    ในแง่วาระการประชุม นิคกี้มองว่าการที่ทรัมป์พาขบวน CEO มาขนาดนี้เป็นสัญญาณชัดว่าทริปนี้ไม่ใช่แค่การพบปะทางการทูตธรรมดา แต่เป็นการเจรจาเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ วาระจะครอบคลุมเรื่องการค้า, AI, การควบคุมการส่งออก (export controls), ไต้หวัน และสงครามอิหร่าน โดยเฉพาะประเด็นอิหร่านที่ทรัมป์น่าจะกดดันให้จีนช่วยเป็นตัวกลางเจรจา เพราะจีนพึ่งพาน้ำมันราคาถูกจากอิหร่านอยู่มาก และทรัมป์ก็คงอยากได้ purchase agreement ใหญ่ๆ กลับบ้านไปอวดด้วย ซึ่งการมี Boeing, Cargill, GE Aerospace ในขบวนสะท้อนภาพนี้ชัดเจน

    มุมมองส่วนตัวของนิคกี้ ทริปนี้ถ้าออกมาดีจะเป็น catalyst ใหญ่ของตลาดทุนโลกในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม semiconductor, aerospace และ payment ที่อาจได้ deal ในแง่การเปิดตลาดจีนเพิ่มเติม แต่ถ้าเจรจาล่ม หรือทรัมป์ออกมาแถลงแบบ hawkish ตลาดอาจสะดุดได้เหมือนกัน เป็น event risk ที่ต้องจับตาใกล้ชิดทั้งสัปดาห์นี้เลยค่ะ

    https://www.facebook.com/1000635451...GUk98NZhJv18qfT2zwC4pkremBMl/?mibextid=NOb6eG
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ⚠️ Memory Bubble? 4 ครั้งในรอบ 60 ปีที่ตลาดส่งสัญญาณนี้… ทุกครั้งจบด้วยฟองสบู่แตก

    สวัสดีค่ะทุกคน วันนี้นิคกี้จะมาเล่าเรื่องตลาดหุ้นอเมริกาที่กำลังเกิดปรากฏการณ์น่าสนใจมากๆ คือทำ All-Time High ขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่ความขัดแย้งกับอิหร่านเรื่องช่องแคบฮอร์มุซยังหาทางออกไม่เจอ ราคาน้ำมันก็ยังยืนสูง พันธบัตรก็โดนเทขายเพราะกังวลเงินเฟ้อ แต่หุ้นกลับเดินหน้าทำสถิติใหม่ได้ทุกวัน ฟังดูเหมือนตลาดแข็งแกร่งใช่มั้ยคะ? แต่ถ้าเรามองลึกลงไปอีกชั้นหนึ่ง จะเห็นภาพที่ทำให้ขนลุก เพราะมันคล้ายกับช่วงปี 1999 ก่อนฟองสบู่ดอทคอมแตกมากเลยทีเดียว

    พระเอกของรอบนี้ชื่อว่า “เซมิคอนดักเตอร์”

    ถ้าใครยังจำได้ ตอนที่ ChatGPT เปิดตัวใหม่ๆ ทุกคนเชื่อว่า Magnificent Seven (ก็คือ Apple, Microsoft, Google, Amazon, Meta, Nvidia, Tesla) จะเป็นผู้ชนะของยุค AI แบบทิ้งห่างคู่แข่ง แต่ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เรื่องราวกลับพลิกหน้ามือเป็นหลังมือเลยค่ะ คนที่กำไรหนักจริงๆ กลายเป็นบริษัทที่ผลิต “จอบและพลั่ว” สำหรับยุค AI นั่นคือกลุ่มผู้ผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์

    ดัชนี Philadelphia Semiconductor Index หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า SOX ปีนี้บวกไปแล้ว 71% ตั้งแต่ต้นปี และถ้าเทียบกับจุดต่ำสุดในรอบ 52 สัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีนี้ขึ้นมาแล้วถึง 160% ค่ะ อ่านไม่ผิดนะคะ หนึ่งร้อยหกสิบเปอร์เซ็นต์ภายในเวลาไม่ถึงปี

    แต่ที่สุดของที่สุดคือหุ้น Micron Technology ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำสัญชาติอเมริกัน วันจันทร์ที่ผ่านมาบวกไปอีก 6.5% รวมแล้วปีนี้บวกประมาณ 180% และจากจุดต่ำสุด 52 สัปดาห์ขึ้นมาแล้ว 770% ค่ะ เจ็ดร้อยเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ในรอบปีเดียว มันคือกราฟแบบที่นิคกี้เรียกว่า “พุ่งทะลุเพดาน” จริงๆ และทำให้กราฟของดัชนี Nasdaq 100 ตอนนี้เกือบจะเป็นเส้นตั้งฉาก

    เหตุผลที่ราคาวิ่งแรงขนาดนี้ก็เพราะดีมานด์ของชิปทั้งแบบหน่วยความจำธรรมดาและชิป AI ขั้นสูงโตเกินคาดมาก ในขณะที่ฝั่งซัพพลายกลับจำกัดกว่าที่นักวิเคราะห์เคยประเมินไว้ ผลคือโบรกเกอร์ต่างๆ ตอนนี้คาดการณ์ว่ากำไรของบริษัทในดัชนี SOX ปีหน้าจะ “เกือบสองเท่า” ของปีที่แล้ว นี่ไม่ใช่ตัวเลขเล็กๆ เลยนะคะ

    แต่นี่แหละค่ะที่ทำให้นิคกี้ขนลุก

    นักวิเคราะห์จาก 22V Research บอกว่าตอนนี้ค่า RSI ของดัชนี SOX (RSI ย่อมาจาก Relative Strength Index เป็นเครื่องมือวัดว่าหุ้นถูกซื้อมากเกินไปหรือไม่ ตัวเลขยิ่งสูงยิ่งร้อน) อยู่ในระดับที่เห็นครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2000 ค่ะ ถ้าใครพอจำได้ มีนาคม 2000 คือช่วงไม่กี่วันก่อนที่ฟองสบู่อินเทอร์เน็ตจะระเบิด

    โมเดลที่ Wall Street ใช้ประเมินกำไรของหุ้นกลุ่ม AI ตอนนี้กำลังวาดอนาคตหลายปีข้างหน้าด้วยตัวเลขที่สวยงามมาก แต่หลายคนลืมไปว่าหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เป็นหุ้น “วัฏจักร” (Cyclical) คือมีขึ้นมีลงตามวัฏจักรของอุตสาหกรรม ไม่ได้โตแบบเส้นตรงไปเรื่อยๆ

    การคาดการณ์ว่ากำไรจะโตต่อเนื่องหลายปีโดยไม่มีสะดุดเลย จึงเป็นสิ่งที่นิคกี้คิดว่า “ไม่สมจริง”

    ⚠️ ความน่ากลัวคือ “ตลาดวิ่งกระจุก”

    เรื่องที่นิคกี้อยากให้ทุกคนเข้าใจให้ลึกๆ คือ “Market Breadth” หรือความกว้างของตลาด พูดง่ายๆ คือดูว่าหุ้นที่ขึ้นมีเยอะแค่ไหน หรือเป็นแค่หุ้นไม่กี่ตัวที่ลากดัชนีขึ้น

    ลองดูตัวเลขที่น่าตกใจนี้ค่ะ วันศุกร์ที่ผ่านมา ในจำนวนหุ้นทั้งหมด 500 ตัวของดัชนี S&P 500 มีหุ้นที่ทำจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์เพียง 21 ตัวเท่านั้น โดยมี Sandisk และ Micron รวมอยู่ในนั้น แต่ในขณะเดียวกัน มีหุ้นถึง 27 ตัว หรือคิดเป็น 5.4% ของดัชนี ที่ทำจุดต่ำสุดในรอบ 52 สัปดาห์ ฟังดูแปลกใช่มั้ยคะ? ดัชนีปิดที่จุดสูงสุดประวัติศาสตร์ ทั้งที่หุ้นในดัชนีทำจุดต่ำสุดมากกว่าหุ้นที่ทำจุดสูงสุดเสียอีก

    นี่เป็นเพราะหุ้นไม่กี่ตัว (โดยเฉพาะเซมิและบิ๊กเทค) มีน้ำหนักมหาศาลในดัชนี เลยลากให้ดัชนีขึ้นได้ทั้งที่หุ้นส่วนใหญ่จริงๆ กำลังย่ำแย่

    และนี่คือสถิติที่ทำให้นิคกี้คิดหนักมาก ในรอบ 60 ปีที่ผ่านมา S&P 500 ทำจุดสูงสุดตลอดกาลพร้อมกับมีหุ้นในดัชนีทำจุดต่ำสุด 52 สัปดาห์เกิน 5% เกิดขึ้นเพียง 4 ครั้งเท่านั้นค่ะ คือธันวาคม 1972, ธันวาคม 1999, กรกฎาคม 2015 และธันวาคม 2021

    สองครั้งแรกตามมาด้วยตลาดหมีรุนแรงสุด ๆ (1973-74 และ Dot-com Bust) ครั้งที่สาม (กรกฎาคม 2015) ตามมาด้วย Flash Crash ในเดือนถัดมา และครั้งล่าสุด (ธันวาคม 2021) ก็คือก่อนตลาดหมีปี 2022 พอดี

    ครั้งที่ 5 ที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้… จะเป็นยังไงต่อก็ลองคิดดูค่ะ

    Call Option กำลังเป็นเชื้อเพลิงเร่งตลาด

    อีกเรื่องที่นิคกี้อยากให้ทุกคนเข้าใจคือบทบาทของตลาดออปชั่นในการเร่งราคาให้พุ่งแรงขึ้น สำหรับใครยังไม่คุ้น Call Option คือสิทธิที่จะซื้อหุ้นในราคาที่กำหนดในอนาคต ถ้าหุ้นวิ่งขึ้น คนถือ call ก็จะได้กำไรแบบทวีคูณค่ะ

    วันศุกร์ที่ผ่านมา มูลค่า call option ของ S&P 500 ที่ซื้อขายกันสูงถึง 2.6 ล้านล้านดอลลาร์ค่ะ และ call คิดเป็น 60% ของปริมาณการซื้อขายออปชั่นทั้งหมด แปลว่าตลาดกำลังเดิมพันขาขึ้นแบบบ้าคลั่ง

    เกิดอะไรขึ้นเมื่อมีคนซื้อ call เยอะมาก? คือ “ดีลเลอร์” หรือสถาบันที่เป็นคู่สัญญาขาย call จะต้องไปซื้อหุ้นจริงเพื่อป้องกันความเสี่ยง (เรียกว่า Dealer Hedging) ยิ่งคนซื้อ call เยอะ ดีลเลอร์ยิ่งต้องซื้อหุ้นจริงเยอะ หุ้นก็ยิ่งวิ่งขึ้น คนเห็นหุ้นวิ่งก็ยิ่งซื้อ call ตาม กลายเป็นวงจรป้อนตัวเองที่ลากตลาดขึ้นเรื่อยๆ

    แต่จุดสำคัญคือ “วันหมดอายุของออปชั่น” หรือ Options Expiration วันศุกร์นี้ (พฤษภาคม Opex) เป็นวันสำคัญ และไม่กี่วันหลังจากนั้นก็จะเป็นวันหมดอายุของ VIX Options และตามด้วยงบของ Nvidia

    พอช่วงนี้มาถึง ความผันผวนอาจกลับมาแรง เพราะแรงพยุงจากดีลเลอร์จะหายไป ถ้าโมเมนตัมของ AI สะดุดหรือน้ำมันขึ้นแรงอีกรอบ ตลาดอาจกลับตัวลงเร็วพอๆ กับที่ขึ้นมา

    ข้อมูลจาก Oppenheimer ก็ชี้ว่ามีหุ้นเพียงประมาณ 1 ใน 5 ของ S&P 500 เท่านั้นที่สามารถทำผลตอบแทนได้ดีกว่าดัชนีในเดือนที่ผ่านมา ส่วน Citigroup ก็มองว่าค่า VIX (ดัชนีวัดความผันผวนของตลาด) ตอนนี้มีพรีเมียมเหนือพื้นฐานในตลาด แปลว่ายังมีพื้นที่ให้ความเสี่ยงคลายตัวลงได้อีก ถ้าราคาน้ำมันและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ไม่เร่งกลับขึ้นมา

    ⚠️ บิ๊กเทคใกล้ถึงขีดจำกัดในการลากตลาด

    Edward Harrison นักเขียนของ Bloomberg เตือนว่าหุ้นเทคโนโลยีขนาดยักษ์กำลังใกล้ถึงขีดจำกัดในการลากตลาดทั้งหมดขึ้น ตลาดอเมริกาในรอบนี้ Nasdaq 100 บวกขึ้นมากว่า 20% จากจุดต่ำสุดเดือนมีนาคม ส่วน S&P 500 บวกประมาณ 15% ซึ่งทำให้ตลาดกลับเข้าใกล้แนวโน้มเดิมตั้งแต่ปี 2022

    ตัวเลขที่นิคกี้ว่าน่าสนใจมากคือ Ben Snider หัวหน้านักกลยุทธ์หุ้นอเมริกาของ Goldman Sachs บอกว่า “หุ้นค่ามัธยฐาน” (Median Stock) ในดัชนี S&P 500 ยังต่ำกว่าจุดสูงสุดของตัวเองอยู่ประมาณ 13% นั่นแปลว่าถึงดัชนีจะทำสถิติใหม่ แต่หุ้นเฉลี่ยจริงๆ ยังไม่ได้อยู่ในจุดสูงสุดเลย

    มีตัวเลขที่ยิ่งตอกย้ำเรื่องนี้คือ 4 ใน 5 ของสถิติปิดสูงสุดของ S&P 500 ที่ผ่านมา (จนถึงวันจันทร์) เกิดขึ้นในวันที่มีหุ้นในดัชนีปรับลงมากกว่าหุ้นที่ปรับขึ้น เป็นภาพที่บิดเบี้ยวมากค่ะ และในช่วงการแรลลี่เดือนเมษายน มีหุ้นใน S&P 500 เพียง 23% เท่านั้นที่ทำผลตอบแทนได้ดีกว่าดัชนี ตามข้อมูลของ Bank of America

    ไม่น่าแปลกใจที่สัปดาห์นี้เราเห็น QQQ (ETF ที่อิงดัชนี Nasdaq 100) มีเงินไหลเข้าสูงสุดในรอบปี เพราะนักลงทุนกำลัง “ไล่ตามผู้ชนะ” กันอย่างบ้าคลั่ง

    Snider เตือนต่อว่าตั้งแต่ปี 1980 เป็นต้นมา ค่าเฉลี่ยของการปรับฐาน 12 เดือนหลังจากความกว้างของตลาดลดลงรุนแรงแบบนี้ อยู่ที่ประมาณ 10% สำหรับ S&P 500 ค่ะ

    ทำไมหุ้นยังยืนได้ทั้งที่น้ำมันแพง? เพราะ “Margin Expectations” ยังพุ่ง

    จุดที่ตลาดหุ้นรอบนี้แตกต่างจากครั้งก่อนๆ ที่ราคาน้ำมันพุ่งแรง คือนักวิเคราะห์ยังคาดการณ์ “อัตรากำไรขั้นต้น” (Operating Margin) ในอีก 12 เดือนข้างหน้าให้สูงขึ้นเรื่อยๆ ทำสถิติใหม่

    ตัวเลขนี้สำคัญมากค่ะ เพราะถ้าบริษัทรักษามาร์จิ้นได้แม้ต้นทุนพลังงานสูง แปลว่ากำไรก็จะยังดีอยู่ ราคาน้ำมัน WTI ยืนเหนือ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลมามากกว่า 40 วันทำการแล้วตั้งแต่กระโดดขึ้นในเดือนมีนาคม

    เทียบกับครั้งล่าสุดที่น้ำมันพุ่งแรง (ตอนรัสเซีย-ยูเครนปี 2022) มาร์จิ้นคาดการณ์ตอนนั้นกำลังปรับลดลงอยู่ก่อนแล้ว และพอช็อกพลังงานมา การปรับลงก็เป็นสัญญาณนำว่ากำไรจะแย่ลงในเวลาต่อมา ซึ่งสุดท้ายก็เป็นแบบนั้นจริงๆ

    แต่รอบนี้ไม่เหมือนเดิมค่ะ คาดการณ์มาร์จิ้นกำลังพุ่ง สวนกระแสน้ำมันที่แพง สวนกระแสข่าวสงคราม เพราะตลาดเชื่อว่าดีมานด์ AI ที่แข็งแกร่งจะกลบต้นทุนที่เพิ่มขึ้นชั่วคราวได้ และ earnings season ที่ผ่านมาก็แทบไม่มีสัญญาณการพลิกกลับ ซึ่ง Ed Yardeni ผู้เชี่ยวชาญตลาดสรุปว่าใน Magnificent Seven ที่รายงานงบมาแล้ว 6 จาก 7 บริษัท Earnings Surprise อยู่ที่ 12.5% และทั้ง 6 บริษัทมีการเติบโตของกำไรเป็นตัวเลขสองหลักทั้งหมด

    ที่น่าสนใจคือถ้ากลุ่มพลังงานและกลุ่มสุขภาพปิดไตรมาสแรกด้วยกำไรเติบโตเป็นบวกเมื่อเทียบกับปีก่อน นี่จะเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีที่ทั้ง 11 กลุ่มอุตสาหกรรมของตลาดอเมริกาเติบโตพร้อมกัน

    ️ พลังงาน: พระเอกที่กลายเป็นผู้ร้าย

    พูดถึงพลังงาน นี่คือกลุ่มที่ผิดหวังที่สุดของ earnings season นี้ค่ะ กลุ่มพลังงานเป็นกลุ่มที่ทำผลงานแย่ที่สุดในดัชนีเมื่อเทียบกับประมาณการก่อน earnings season ซึ่งช่วยอธิบายว่าทำไมหุ้นพลังงานถึงล้าหลังกลุ่มอื่นทั้งหมดในเดือนที่ผ่านมา โดยติดลบประมาณ 5%

    แต่นี่ต้องดูบริบทค่ะ ก่อนสงครามจะปะทุ กลุ่มพลังงานเคยถูกคาดว่ากำไรจะ “ลดลง” ในไตรมาสนี้ พอเทียบกับฐานนั้น การเติบโตของกำไรต่อหุ้น 3.5% ก็ดูดีกว่าที่เคยคาดไว้เยอะ แต่พอเข้าใกล้ฤดูกาลรายงานงบ ตลาดกลับเร่งคาดการณ์ขึ้นไปที่การเติบโต 9% เลยกลายเป็นว่ากลุ่มพลังงานทำได้ต่ำกว่าตัวเลขล่าสุดนั้น

    ข่าวดีของกลุ่มพลังงานคือ Valuation ที่ถูกลงทำให้มี “เบาะรองรับ” ปัจจุบันอัตราส่วน Price-to-Forward Earnings ของกลุ่มพลังงานอยู่ที่ 13.5 เท่า เทียบกับเกือบ 21 เท่าของ S&P 500 ทั้งดัชนี ทั้งที่ปลายเดือนมีนาคม สองตัวเลขนี้เคยเทรดเท่ากัน นั่นแสดงให้เห็นว่าหุ้นพลังงานวิ่งไปไกลแค่ไหนก่อนที่จะถูกขายทิ้งกลับมา

    ฉากทัศน์เศรษฐกิจโลกจาก David Rosenberg
    นักเศรษฐศาสตร์ David Rosenberg วาดสามฉากทัศน์ไว้ค่ะ

    ถ้าช่องแคบฮอร์มุซเปิดภายใน 3 สัปดาห์ ความเสียหายจะจำกัด การเติบโตของ GDP โลกที่แท้จริงจะลดจากประมาณการก่อนสงครามที่ 3.4% เหลือ 2.9% เป็นการลดลงที่ตลาดน่าจะรับได้

    ถ้าข้อตกลงเรื่องช่องแคบที่จะเลื่อนการเจรจาเรื่องนิวเคลียร์ออกไปยังไม่เกิดในเร็วๆ นี้ แต่ช่องแคบเปิดได้ภายในเดือนกรกฎาคม Rosenberg ยังประเมินว่า GDP โลกจะอยู่ที่ 2.6% เป็นภาพที่น่ากังวล แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นเลวร้าย เพราะแม้แต่ยุโรปก็ค่อนข้างได้รับผลกระทบจากช็อกราคาพลังงานน้อยกว่าที่หลายคนกลัว

    แต่ถ้าเลยจุดนั้นไป ความเสี่ยงเริ่มทวีคูณค่ะ และคำนวณกันใหม่ทั้งหมด

    นิคกี้คิดเหมือนกับ Harrison ค่ะว่า ประธานาธิบดี Trump ไม่น่าจะปล่อยให้เรื่องนี้ลากยาวจนถึงวันชาติอเมริกาในวันที่ 4 กรกฎาคม และน่าจะมีข้อตกลงก่อนหน้านั้น และถ้าช่องแคบฮอร์มุซเปิดได้ทันเวลา การลงทุนใน AI และนโยบายลดภาษีของรัฐบาลก็น่าจะเพียงพอที่จะทำให้เศรษฐกิจอเมริกาเดินหน้าต่อได้

    Bank of America คาดการณ์ว่าในปี 2026 การลงทุนใน AI Capex รวมจะอยู่ที่ประมาณ 800,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 67% จากปี 2025 และจะเพิ่มอีก 25% เป็น 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2027 และนี่นับเฉพาะกลุ่ม Big Tech อย่างเดียวนะคะ ไม่รวมบริษัทอื่นเลย ตัวเลขมหาศาลขนาดนี้ก็พอเข้าใจได้ว่าทำไมกลุ่มชิปถึงวิ่งแรงขนาดนี้

    สรุปจากนิคกี้

    ตลาดตอนนี้กำลังให้ภาพที่ขัดแย้งกันสองด้านค่ะ ด้านหนึ่งคือเรื่องราวกำไรที่ดีจริง รายได้จริง โดยเฉพาะกลุ่มเซมิที่กำไรปีหน้าคาดว่าจะเกือบสองเท่าของปีที่แล้ว เศรษฐกิจอเมริกายังยืดหยุ่น และมาร์จิ้นยังพุ่งสวนทางน้ำมันแพง

    แต่อีกด้านหนึ่งคือสัญญาณเตือนที่ดังขึ้นเรื่อยๆ คือตลาดวิ่งกระจุกเกินไป RSI ของกลุ่มเซมิอยู่ในระดับเดียวกับมีนาคม 2000 แถม call option ซื้อขายระดับล้านล้าน และสถิติ S&P 500 ทำ All-Time High พร้อมหุ้นแตะจุดต่ำสุด 52 สัปดาห์เกิน 5% เคยเกิดขึ้นแค่ 4 ครั้งในรอบ 60 ปี ซึ่งทุกครั้งล้วนตามมาด้วยตลาดหมีหรือ Flash Crash

    นิคกี้ไม่ได้บอกว่าตลาดจะร่วงพรุ่งนี้นะคะ เพราะแบบนี้มันลากต่อได้อีกหลายเดือนเลย แต่สิ่งที่นิคกี้อยากให้ทุกคนคิดคือ ในรอบนี้ “Risk-Reward” ของการไล่ตามผู้ชนะที่วิ่งมา 700% แล้ว มันคุ้มกับความเสี่ยงที่ติดดอยจริงเหรอ? และพอร์ตของเรากระจุกเกินไปกับธีม AI หรือยัง?

    จังหวะนี้นิคกี้คิดว่าควร “ตรวจพอร์ต” กันใหม่ดูว่าน้ำหนักหุ้นเซมิฯ ในพอร์ตเรามากเกินจุดที่นอนหลับสบายหรือเปล่า เก็บกำไรบางส่วน รักษาวินัย และอย่าให้ FOMO ลากเราขึ้นรถไฟเหาะที่กำลังวิ่งเข้าโค้งสุดท้ายค่ะ

    ปล. ส่วนตัวไม่ได้บอกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งตลาดเป็นฟองสบู่นะคะ แต่ด้วยราคาหุ้นบางกลุ่มที่ขึ้นมาแรงและเร็วขนาดนี้ เราอาจจะมี pocket of bubble แฝงตัวอยู่ในบางพื้นที่ของตลาดค่ะ

    ปล2. Just be careful naka. หนึ่งในสาเหตุที่เรายังไม่เจอฟองสบู่แตก เพราะเรามีการเจาะลมออกอยู่เป็นพักๆ ค่ะ

    รอบนี้ควรจะมีบ้างนะ ไม่งั้นจะเริ่มน่ากลัวจริงๆ แล้ว

    https://m.facebook.com/story.php?st...2Cgvur3Ggl&id=100063545169952&mibextid=ZbWKwL
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    นักข่าว กัมพูชา ฟาดกับรัฐบาลไทย แสบๆๆๆๆๆๆ
    .
    สรุปและแปลบางส่วนใจความในคลิป

    !! เห็นไหม !! พอเราเอาจริงพวกเขาก็ไม่กล้าและมาขอเจรจากับกัมพูชา
    โดยก่อนหน้านี้ทางรัฐบาลไทยมีการเรียกร้องให้นำเข้าไปยังการเจรจาและใช้ UNCLOS ในการปักปันเขตแดน ทางกัมพูชาจึงระงับ 'ความร่วมมือไว้'
    หลังจากการประชุม ที่ ฟิลิปปินส์ เสร็จรัฐบาลกัมพูชาตกลงที่จะยอมรับ
    แต่ไทยกลับขอยกเลิก.....และขอ "เจรจา" เห็นไหม?พวกเขากำลังพ่ายแพ้แด่ความไม่ถูกต้อง ของตนเอง "
    FB_IMG_1778629857486.jpg FB_IMG_1778629864154.jpg
    อ้างอิงจากคลิปของนักข่าวและนักวิชาการทางการเมืองกัมพูชา
    https://www.youtube.com/live/WkyEqpkul-Q

    https://www.facebook.com/share/186JPspZ5e/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ห้ามนำ !! เงินเรียลไปแลก เป็นสกุลอื่น แนะให้เก็บเพราะมันมีคุณค่ามาก
    FB_IMG_1778629968681.jpg
    “ประกาศ” ธนาคารแห่งชาติกัมพูชาได้เตือนประชาชนไม่ให้แลกเปลี่ยนธนบัตรเรียล เพราะจะทำให้สูญเสียคุณลักษณะดั้งเดิม เนื่องจากส่งผลเสียอย่างมากต่อมูลค่าของเงินสกุลนี้และมีคุณค่ามาก

    อ้างอิง
    https://dap-news.com/national/2026/05/12/597481/

    Screenshot_2026-05-13-06-53-23-02_40deb401b9ffe8e1df2f1cc5ba480b12.jpg
    Screenshot_2026-05-13-06-54-40-35_40deb401b9ffe8e1df2f1cc5ba480b12.jpg
    Screenshot_2026-05-13-06-54-48-02_40deb401b9ffe8e1df2f1cc5ba480b12.jpg
    Screenshot_2026-05-13-06-55-05-75_40deb401b9ffe8e1df2f1cc5ba480b12.jpg
    https://www.facebook.com/share/p/1CmUWhu22H/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    President Trump
    ข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่าน
    อยู่บนเครื่องพยุงชีวิต
    มีโอกาสเพียง 1% ที่จะรอด !!! (ขอไปจีนก่อน แล้วจะจัดการ)

    https://www.facebook.com/share/1X6p8uy74x/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สัญญาสันติภาพส่อแววล่มหลังทรัมป์ปัดข้อเสนออิหร่านอย่างไร้เยื่อใย พร้อมขู่หวนคืนสมรภูมิเต็มรูปแบบหากการเจรจาไม่คืบหน้า

    ทรัมป์ขู่ฉีกดีลหยุดยิงอิหร่าน ชี้สถานะอยู่ได้ด้วยเครื่องช่วยหายใจ

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อท่าทีของรัฐบาลอิหร่านในการเจรจายุติสงคราม โดยระบุว่าข้อเสนอที่ได้รับล่าสุดเป็นเพียง "ขยะ" และ "โง่เขลา" ส่งผลให้สถานะความตกลงหยุดยิงที่บังคับใช้มาตั้งแต่เดือนเมษายนตกอยู่ในภาวะวิกฤตอย่างหนัก แหล่งข่าวระดับสูงเผยว่าทรัมป์เริ่มพิจารณาทางเลือกในการกลับมาใช้มาตรการทางทหารเต็มรูปแบบ (Major Combat Operations) เพื่อตอบโต้การที่อิหร่านยังคงปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง

    ด้านสถานการณ์ภายในทำเนียบขาวพบว่ามีความแตกแยกในกลุ่มที่ปรึกษาความมั่นคง โดยฝ่ายหนึ่งสนับสนุนการโจมตีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์เพื่อบีบให้เตหะรานยอมจำนน ขณะที่อีกฝ่ายเสนอให้ใช้มาตรการทางการทูตผ่านตัวกลางอย่างปากีสถานต่อไป อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ย้ำชัดว่าเขาจะไม่ยอมรับข้อตกลงใดๆ ที่ไม่รวมถึงการปลดอาวุธนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์และการเปิดเส้นทางเดินเรือสากลทันที โดยคาดว่าการตัดสินใจขั้นเด็ดขาดอาจมีขึ้นหลังการหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ณ กรุงปักกิ่งในสัปดาห์นี้

    ขณะเดียวกัน ฝั่งอิหร่านภายใต้การนำของอยาตุลเลาะห์ มอจตาบา คาเมเนอี ยังคงยึดมั่นในเงื่อนไขการเรียกร้องค่าปฏิกรรมสงครามและการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมดก่อนเริ่มการเจรจาเชิงลึก โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านระบุว่า เตหะรานไม่กังวลต่อคำขู่ของสหรัฐฯ และพร้อมที่จะยกระดับการเผาผลาญทรัพยากรหากถูกรุกราน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งทะลุ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลท่ามกลางความกังวลว่าสงครามโลกครั้งใหม่ในตะวันออกกลางอาจปะทุขึ้นทุกเมื่อ

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลบางส่วนยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    Fact Check
    ✔ ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว: ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนอสันติภาพล่าสุดของอิหร่าน และระบุว่าสถานะการหยุดยิงอยู่ในภาวะวิกฤต (Life Support)
    ⚠ ข้อมูลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ: รายละเอียดของแผนการใช้ปฏิบัติการทางทหาร "Project Freedom" เพื่อเปิดทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ
    ✖ ข้อมูลที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน: การเคลื่อนย้ายหัวรบนิวเคลียร์ของอิหร่านไปยังฐานทัพใต้ดินเพื่อเตรียมพร้อมรับมือการโจมตีทางอากาศ

    ระดับความน่าเชื่อถือของข่าว:
    Confirmed – รายงานจาก CNN, The Guardian และ PBS ยืนยันตรงกันเกี่ยวกับท่าทีที่แข็งกร้าวของทรัมป์และการหยุดชะงักของการเจรจา

    Status: Developing Story – ข้อมูลอาจมีการอัปเดตเมื่อมีการยืนยันเพิ่มเติม
    Source: CNN, Reuters, The Guardian

    https://www.facebook.com/share/p/1B98tX3gzW/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Nikkei Asia รายงานว่า มาสด้า มอเตอร์ ผู้ผลิตรถยนต์จากญี่ปุ่น ประกาศปรับลดงบลงทุนด้านรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ลง 20% เหลือ 1.2 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 7.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030 หลังยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดสำคัญ ชะลอตัวลง โดยบริษัทระบุว่าการตัดสินใจครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อลดความเสี่ยงด้านการลงทุนในช่วงที่การยอมรับรถ EV ยังไม่แพร่หลาย

    มาซาฮิโระ โมโร ประธานบริษัท ระบุว่า การปรับแผนดังกล่าวไม่ใช่เพียงการลดงบ แต่เป็นการ “เพิ่มประสิทธิภาพเชิงกลยุทธ์” พร้อมปรับแนวทางจากการพัฒนาทุกอย่างภายในองค์กร ไปสู่การใช้พันธมิตรเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน

    ก่อนหน้านี้ มาสด้าเคยประกาศแผนลงทุนด้านยานยนต์ไฟฟ้าในเดือนพฤศจิกายน 2022 ที่ระดับ 1.5 ล้านล้านเยน ก่อนต้นทุนทั่วโลกที่พุ่งสูงทำให้วงเงินขยายไปเกือบ 2 ล้านล้านเยน ต่อมาในเดือนมีนาคม 2025 บริษัทลดงบกลับมาอยู่ที่ 1.5 ล้านล้านเยน พร้อมเปลี่ยนกลยุทธ์ไปสู่ความร่วมมือกับพันธมิตร และล่าสุดปรับลดลงอีกครั้งเหลือ 1.2 ล้านล้านเยน

    บริษัทปรับลดเป้าหมายสัดส่วนยอดขายรถ EV ในปี 2030 เหลือประมาณ 15% ของยอดขายทั่วโลก จากเดิมที่คาดไว้ 25% รวมทั้งเลื่อนกำหนดเปิดตัวรถ EV ที่พัฒนาภายในบริษัทเอง จากเดิมปี 2027 ออกไปเป็นปี 2029 หรือหลังจากนั้น โดยในปี 2025 มาสด้าขายรถ EV ได้เพียง 14,526 คัน คิดเป็น 1.2% ของยอดขายทั่วโลก

    ปัจจัยสำคัญที่กระทบความต้องการรถ EV ในสหรัฐ ได้แก่ การที่รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยกเลิกมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ซื้อรถ EV ในปีเดียวกัน และมีข้อเสนอผ่อนคลายมาตรฐานการประหยัดเชื้อเพลิงของผู้ผลิตรถยนต์

    แทนที่จะเร่ง EV บริษัทคาดว่ายอดขายรถไฮบริดจะเติบโตในอเมริกาเหนือและภูมิภาคอื่นที่มีความต้องการเพิ่มขึ้น โดยมาสด้าจะเพิ่มจำนวนรุ่นไฮบริดจาก 1 รุ่น เป็น 4 รุ่นภายในปี 2027 รวมถึงการติดตั้งระบบไฮบริดในรถ SUV รุ่นหลัก CX-5 ภายในปีเดียวกัน

    มาสด้ายืนยันว่าการปรับแผนครั้งนี้จะไม่ก่อให้เกิดผลขาดทุนจากโครงการ EV โดยระบุว่าได้กำหนดจังหวะการตัดสินใจอย่างรอบคอบ พร้อมเตรียมรองรับความต้องการรถไฟฟ้าด้วยการส่งออกรถที่พัฒนาร่วมกับพันธมิตรจีน ฉางอัน ออโตโมบิล ไปยังยุโรป ออสเตรเลีย และตลาดอื่น ๆ รวม 4 รุ่น รวมถึง Mazda 6e ที่เริ่มวางจำหน่ายแล้ว

    ด้านผลประกอบการ บริษัทคาดว่ากำไรสุทธิรวมในปีงบประมาณสิ้นสุดมีนาคม 2027 จะเพิ่มขึ้นราว 160% แตะ 90,000 ล้านเยน โดยได้แรงหนุนจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่า ขณะที่ยอดขายรวมคาดเพิ่ม 12% เป็น 5.5 ล้านล้านเยน และกำไรจากการดำเนินงานมีแนวโน้มเพิ่มเกือบ 3 เท่าเป็น 150,000 ล้านเยน

    บริษัทได้รวมผลกระทบจากความตึงเครียดด้านซัพพลายในตะวันออกกลางไว้ในประมาณการทั้งปีแล้ว โดยต้นทุนวัตถุดิบและโลจิสติกส์ที่สูงขึ้นคาดว่าจะกดกำไรลง 81,700 ล้านเยน อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อยอดขายคาดว่าจะจำกัด เนื่องจากสัดส่วนการผลิตที่ส่งไปภูมิภาคดังกล่าวมีไม่มาก

    มาสด้าคาดว่ายอดขายรถทั่วโลกในปีงบประมาณสิ้นสุดมีนาคม 2027 จะเพิ่มขึ้น 8% เป็น 1.32 ล้านคัน โดยรถ CX-5 รุ่นปรับโฉมใหม่ที่เปิดตัวในสหรัฐและยุโรปมียอดขายในยุโรปสูงกว่าคาด และเตรียมเริ่มจำหน่ายในญี่ปุ่นภายในเดือนนี้

    สำหรับปีงบประมาณล่าสุดที่เพิ่งสิ้นสุดลง กำไรสุทธิของมาสด้าลดลง 69% เหลือ 35,000 ล้านเยน โดยผลกระทบจากมาตรการภาษีศุลกากรทำให้กำไรจากการดำเนินงานหายไป 154,900 ล้านเยน อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถรักษากำไรได้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 จากการลดกำลังการผลิตและควบคุมต้นทุนคงที่อย่างเข้มงวด.

    https://www.facebook.com/share/p/1EUd7L7RPs/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    New York Times รายงาน กระทรวงกลาโหมของสหรัฐเปิดเผยว่าค่าใช้จ่ายจากสงครามกับอิหร่านเพิ่มขึ้นเป็นราว 29,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าที่ประเมินไว้เมื่อสองสัปดาห์ก่อนประมาณ 4,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่รัฐมนตรีกลาโหม พีต เฮกเซธ ยังปฏิเสธชี้แจงต่อสภาคองเกรสว่า รัฐบาลจะขอจัดสรรงบฉุกเฉินเพิ่มเติมเมื่อใด และต้องใช้เงินเพิ่มเท่าใดในการดำเนินสงครามที่ยืดเยื้อมานาน 11 สัปดาห์แล้ว

    เจย์ เฮิร์สต์ ผู้ควบคุมงบประมาณของเพนตากอน ให้การต่อรัฐสภาว่า ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการประเมินค่าซ่อมแซมและทดแทนอุปกรณ์ทางทหารที่ปรับใหม่ รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านปฏิบัติการโดยรวม อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 29,000 ล้านดอลลาร์ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมฐานทัพสหรัฐมากกว่าสิบแห่งที่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีของอิหร่าน เนื่องจากยังไม่สามารถประเมินได้ชัดเจน

    ในการไต่สวนต่อเนื่องทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา สมาชิกสภาจากทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครตกดดันให้เฮกเซธเปิดเผยรายละเอียดการขอใช้งบเพิ่มเติม แต่เขาหลีกเลี่ยงการตอบคำถาม โดยยืนยันเพียงว่าเมื่อประเมินความจำเป็นแล้ว รัฐบาลจะยื่นคำร้องขอเงินในภายหลัง พร้อมย้ำว่ากระสุนและยุทโธปกรณ์ยังมีเพียงพอ แม้สมาชิกสภาจะตั้งข้อสังเกตว่าคำของบประมาณกลาโหมเกือบ 1.45 ล้านล้านดอลลาร์ในปีหน้ามีการเพิ่มงบสำหรับเติมคลังอาวุธจำนวนมาก

    สงครามทำให้เพนตากอนต้องเร่งส่งระเบิด ขีปนาวุธ และอาวุธอื่นจากฐานบัญชาการในเอเชียและยุโรปไปยังตะวันออกกลาง ส่งผลให้ความพร้อมของกำลังในภูมิภาคอื่นลดลงในการรับมือคู่แข่งอย่างรัสเซียและจีน และบังคับให้สหรัฐต้องเพิ่มกำลังการผลิตอาวุธเพื่อชดเชยคลังที่ลดลง อย่างไรก็ตาม พลเอกแดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วม ระบุว่ากองทัพยังมีอาวุธเพียงพอสำหรับภารกิจปัจจุบันตามรายงานจากผู้บัญชาการทั่วโลก

    แม้ทำเนียบขาวจะแจ้งต่อสภาคองเกรสก่อนหน้านี้ว่า ความเป็นปรปักษ์กับอิหร่านสิ้นสุดลงแล้วภายหลังการหยุดยิง แต่สมาชิกสภาทั้งสองพรรคตั้งคำถามถึงความยั่งยืนของข้อตกลงดังกล่าว โดยชี้ว่ายังมีการสู้รบในช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงการคงกำลังทหารสหรัฐราว 15,000 นาย เรือรบมากกว่า 20 ลำ และการปิดล้อมทางทะเลที่ยังดำเนินอยู่

    วุฒิสมาชิกหลายคนวิจารณ์ว่ารัฐบาลมีแนวโน้มปิดบังข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับสงคราม พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลทรัมป์ไม่ได้ขออนุญาตจากสภาคองเกรสก่อนดำเนินปฏิบัติการทางทหาร โดยเฮกเซธยืนยันว่าทำเนียบขาวไม่มีแผนขออนุมัติ เนื่องจากประธานาธิบดีมีอำนาจเพียงพอตามรัฐธรรมนูญมาตรา 2 ในการดำเนินการทางทหาร

    นอกจากนี้ สมาชิกสภายังแสดงความกังวลว่าการปฏิบัติการอาจกระทบเศรษฐกิจโลก หากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลให้ราคาก๊าซ ดีเซล และน้ำมันทำความร้อนปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ฝ่ายทหารปฏิเสธให้รายละเอียดเกี่ยวกับคำแนะนำเชิงยุทธศาสตร์ที่เสนอแก่ประธานาธิบดี

    เฮกเซธยอมรับว่าการหยุดยิงเป็นเพียงช่วงที่การยิงลดลงระหว่างการเจรจา และรัฐบาลมีแผนทั้งการยกระดับการสู้รบ การถอนกำลัง หรือการปรับย้ายทรัพยากร หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง

    ด้านการจัดหาเงินทุน รัฐมนตรีกลาโหมระบุว่ารัฐบาลอาจใช้กฎหมายงบประมาณแบบ reconciliation ซึ่งสามารถผ่านได้ด้วยเสียงข้างมากของพรรครีพับลิกันเพียงฝ่ายเดียวเพื่อหลีกเลี่ยงการคัดค้านจากเดโมแครต แต่ผู้นำรีพับลิกันบางส่วนเตือนว่าวิธีดังกล่าวมีความเสี่ยงทางการเมืองสูง และอาจไม่ได้รับการสนับสนุนเพียงพอในสภา เมื่อเทียบกับการบรรจุงบสงครามไว้ในร่างงบประมาณประจำปีที่ต้องอาศัยเสียงสนับสนุนจากทั้งสองพรรค.

    https://www.facebook.com/share/p/18hA58Werc/
     

แชร์หน้านี้

Loading...