ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,456
    ค่าพลัง:
    +97,153
    หนอนบ่อนไส้ล้างบางรังสายลับ: 13 ปีที่อเมริกากลัวจนหัวหด เมื่อหัวหน้าหน่วย ‘จับสายลับ’ แปรพักตร์หนีซบอิหร่าน

    กลายเป็นแฟลชข่าวดังสะเทือนวงการข่าวกรองโลกอีกครั้ง เมื่อจู่ ๆ ในช่วงกลางเดือนนี้ #สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือ #FBI ได้ตัดสินใจสะบัดใบประกาศจับพร้อมตั้งรางวัลนำจับสูงถึง 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อล่าตัวอดีตสายลับหญิงวัย 47 ปีที่แปรพักตร์และ “อันตรธานหายตัวไปในกลีบเมฆ” ณ ประเทศ #อิหร่าน ตั้งแต่ 13 ปีที่แล้ว

    นี่ไม่ใช่คดีทหารหนีทัพธรรมดา แต่เป็นฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนวงการสปาย เพราะเธอคนนี้คืออดีตหัวกะทิระดับตัวแม่ของหน่วย "#ต่อต้านข่าวกรอง" (Anti-Intelligence) ที่มีหน้าที่เด็ดหัวหนอนบ่อนไส้โดยตรง ทว่าสุดท้ายกลับกลายมาเป็นผู้ระเบิดพิกัดรังสายลับของ #อเมริกา ในตะวันออกกลางจนเกลี้ยงกระดาน ซึ่งชำแหละปมลึกแสบจี๊ดได้ดังนี้:

    1. โปรไฟล์ระดับ ‘กุญแจผี’ ที่กำข้อมูลชี้เป็นชี้ตายในตะวันออกกลาง

    ผู้หญิงที่ทำเอาทำเนียบขาวนอนไม่หลับมาตลอดทศวรรษมีชื่อว่า Monica Witt (โมนิกา วิตต์) ชะตากรรมและมันสมองของเธอคือสิ่งที่เพนตากอนฟูมฟักมากับมือ:

    -ขุนศึกสายลับ 11 ปี: เธอรับราชการใน #กองทัพอากาศสหรัฐฯ ยาวนานกว่าทศวรรษ ผ่านการฝึกหลักสูตรจารกรรมขั้นสูงสุด และที่สำคัญคือ "พูดภาษาเปอร์เซีย (Farsi) ได้อย่างแตกฉาน"

    -หัวหน้าหน่วยจับหนอน: ตำแหน่งสุดท้ายของเธอคือเจ้าหน้าที่พิเศษในหน่วยสืบสวนพิเศษกองทัพอากาศ (AFOSI) หน้าที่หลักคือการลากไส้สายลับสองหน้าและคัดกรองคนทรยศในกองทัพ นั่นหมายความว่า สมองของเธอคือฮาร์ดดิสก์เคลื่อนที่ที่บันทึก "รายชื่อจริงและนามแฝง" ของสายลับอเมริกันทุกคนที่แฝงตัวอยู่ในตะวันออกกลาง รวมถึงโค้ดเนมโครงการลับสุดยอดของห้าเหลี่ยม

    2. ข้อความสั้นสะท้านโลก: "ฉันกลับบ้านแล้ว"

    จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนขั้วเกิดขึ้นในปี 2012 เมื่อเธอตอบรับคำเชิญเข้าร่วมงานสัมมนาวิชาการ "New Horizon" ในอิหร่าน ซึ่งอเมริกาตราหน้าว่าเป็นรังนกต่อของหน่วยข่าวกรองปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ในการล่อซื้อบุคลากรตะวันตก

    -วาจาตลบหลัง FBI: ตอนที่เธอกลับมาและโดน FBI เรียกเข้าห้องดำไปปรับทัศนคติ โมนิกาตบปากรับคำอย่างดิบดีว่าจะไม่แพร่งพรายความลับ แต่พอถึงปี 2013 เธอแอบตีตั๋วเที่ยวเดียวบินลัดฟ้าซบกรุงเตหะราน ทันทีที่เครื่องลงจอด เธอส่งข้อความสั้นหาผู้ประสานงานชาวอิหร่านว่า “Home(ถึงบ้านแล้ว)” ก่อนจะไปโผล่หน้าหราบนวิดีโอโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านจักรวรรดินิยมอเมริกา ดัดหลังลูกพี่เก่าจนหน้าหงาย

    3. มหกรรม ‘ระเบิดพิกัด’ ล้างบางเครือข่าย CIA ในตะวันออกกลาง

    ความน่ากลัวที่แท้จริงไม่ใช่แค่การที่เธอหนีไปออกทีวี แต่อยู่ที่ “ของขวัญวันแรกพบ” ที่เธอยื่นให้อิหร่าน ซึ่งตามสำนวนฟ้องของอัยการสหรัฐฯ ในปี 2019 ระบุว่าเสียหายยับเยินระดับวินาศสันตะโร:
    -แจกพิมพ์เขียวระบบล่าสายลับ: โมนิกาเอาความรู้ทั้งหมดที่อเมริกาใช้จับสายลับ ไปดีไซน์เป็น “คู่มือหลบหลีกและแผนการไล่ล่าสายลับอเมริกัน” ให้แก่อิหร่านโดยเฉพาะ

    -ชี้เป้าแฮกเกอร์ถล่มเพื่อนเก่า: เธอแชร์ข้อมูลส่วนตัว จุดอ่อน และพฤติกรรมของอดีตเพื่อนร่วมงานในเพนตากอน ส่งผลให้แฮกเกอร์อิหร่านสามารถทำ Cyber-Phishing เจาะระบบความมั่นคงสหรัฐฯ ได้อย่างแม่นยำจับวาง จนเครือข่ายสายลับที่อเมริกาลงแรงสร้างมาหลายสิบปีในตะวันออกกลางต้องเป็นอัมพาตทันที

    การที่ FBI ต้องควักเงิน 200,000 ดอลลาร์มาตั้งรางวัลนำจับในเดือนพฤษภาคม 2026 นี้ ไม่ใช่เพราะพวกเขาคิดว่าจะจับเธอได้หรอก แต่มันคือ ‘การส่งเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวและไร้กำลัง’ ต่างหาก! สิ่งที่อเมริกากลัวจนตัวสั่นมาตลอด 13 ปี คือความจริงที่ว่า ‘คนที่รู้ทันกลวิธีของอเมริกาดีที่สุด ได้กลายไปเป็นมันสมองให้ศัตรูหมายเลขหนึ่ง’ เครือข่ายข่าวกรองที่สร้างขึ้นด้วยอำนาจเงินและการข่มขู่ขืนใจประเทศอื่น สุดท้ายมักจะพังทลายลงด้วยปัญหา ‘#วิกฤตศรัทธา’ ของคนในองค์กรเอง เมื่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงเริ่มมองเห็นความย้อนแย้งของวาทกรรมเสรีภาพที่กองทัพตนเองเอาไปทิ้งระเบิดใส่ชาวบ้าน

    การแปรพักตร์ของ Monica Witt จึงเปรียบเสมือนกระจกเงาบานใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นว่า ระเบียบความมั่นคงของพญาอินทรีที่ดูเกรียงไกรภายนอก เนื้อในกลับผุกร่อนและพร้อมจะโดนคนในบ้านดัดหลังได้ทุกเมื่อ ยิ่งอเมริกาพยายามไล่ล่าเธอเท่าไหร่ ก็ยิ่งประจานความล้มเหลวเชิงโครงสร้างของตัวเองให้โลกหัวร่อมากเท่านั้น

    #ChinaFocus

    Ref.: CBS News/FBI Official Announcement (May 14, 2026)

    https://www.facebook.com/share/1DqLER11CC/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,456
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สหรัฐฯระงับขายอาวุธไต้หวัน 1.4 หมื่นล้าน ดีลแลกเปลี่ยนสุดแสบของทรัมป์ที่ทุบโต๊ะสั่งสอน DPP

    กลายเป็นแผ่นดินไหวทางการเมืองระลอกใหญ่ที่สุดทุบเกาะไต้หวันจนแตกตื่นกันทั้งบาง เมื่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเพนตากอนเปิดหน้าประกาศกลางสภาซีเนตว่า “สหรัฐฯ สั่งระงับดีลขายอาวุธให้ไต้หวันมูลค่า 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.2 แสนล้านบาท) ชั่วคราว” โดยอ้างเหตุผลว่าต้องสำรองกระสุนไปใช้ในตะวันออกกลาง แต่อัตลักษณ์ที่แท้จริงของหมากกระดานนี้คือ “ใบสั่งย้าย” จากทำเนียบขาวที่มอง #ไต้หวัน เป็นเพียงเศษชิ้นส่วนบนโต๊ะเจรจากับปักกิ่ง

    นี่คือการดัดหลังยุทธศาสตร์ “พึ่งพาอเมริกา” ของไล่ ชิงเต๋อ (赖清德) อย่างไร้ความปราณี ซึ่งสามารถชำแหละความจริงออกเป็น 3 ประเด็นดังนี้:

    1. ตรรกะย้อนแย้งที่ฟังไม่ขึ้น: อ้างกระสุนหมด แต่ส่งให้ยูเครนหน้าตาเฉย

    คำแถลงของ Hung Cao รักษาการรัฐมนตรีทบวงทหารเรือสหรัฐฯ ที่ระบุว่าต้องหยุดส่งอาวุธให้ไต้หวันเพื่อสำรองไปใช้ในปฏิบัติการ “Epic Fury” ในตะวันออกกลางนั้น ถูกบรรดานักวิเคราะห์ชั้นนำฉีกหน้ากากทันควัน:

    -ข้ออ้างบังหน้าการเมือง: หนังสือพิมพ์ The Daily Telegraph ของอังกฤษแฉว่า ข้ออ้างเรื่องกำลังการผลิตไม่พอเป็นเพียง “ข้ออ้างระบายอารมณ์” เพราะดีล 1.4 หมื่นล้านนี้สภายังไม่ได้อนุมัติเข้าไลน์ผลิตจริงด้วยซ้ำ

    -สองมาตรฐาน: ในวันเดียวกันนั้นเอง (21 พฤษภาคม) กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กลับอนุมัติขายระบบขีปนาวุธมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ให้ #ยูเครน ได้อย่างหน้าตาเฉย พิสูจน์ชัดว่าคำว่า “กระสุนไม่พอ” มีไว้ใช้ปฏิเสธไต้หวันประเทศเดียว

    2. สัญญาทาสแลกเปลี่ยน: เมื่อ “ไต้หวัน” เป็นแค่ชิปบนตักของทรัมป์

    ชนวนเหตุที่แท้จริงเพิ่งเกิดขึ้นหลังจาก #โดนัลด์ทรัมป์ จบทริปเยือนปักกิ่งอย่างเป็นทางการสัปดาห์ที่แล้ว และได้ให้สัมภาษณ์กับ Fox News ถึงดีลอาวุธชิ้นนี้แบบขวานผ่าซากว่า “ผมอาจจะอนุมัติ หรืออาจจะไม่... มันคือ 'ชิปต่อรอง' ชิ้นสำคัญ ขึ้นอยู่กับว่าจีนจะทำอย่างไร” ตามด้วยประโยคทุบโต๊ะว่า “ผมไม่อยากเห็นใครเดินหน้าสู่อิสรภาพ (แยกตัวเป็นเอกราช) เราต้องเดินทางตั้ง 9,500 ไมล์เพื่อไปทำสงคราม ผมไม่อยากทำแบบนั้น”

    คำพูดนี้ทำลาย “ภาพลวงตา” ที่พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) เพียรพยายามล้างสมองประชาชนมาตลอดว่า #อเมริกาจะมาปกป้องไต้หวันด้วยหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ วันนี้ความจริงเปิดเผยแล้วว่า สำหรับทรัมป์ ไต้หวันคือสินค้าที่มีไว้ “ขาย” หรือ “แลกเปลี่ยน” ผลประโยชน์เพื่อลดหนี้ 38 ล้านล้านดอลลาร์ของอเมริกาเท่านั้น

    3. สภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของ ไล่ ชิงเต๋อ: จ่ายค่าคุ้มครองแต่ได้ความว่างเปล่า

    สภาไต้หวันเพิ่งจะกัดฟันผ่าน “งบประมาณพิเศษกลาโหม” มูลค่า 25,000 ล้านดอลลาร์ไปเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม เพื่อเตรียมเงิน 14,000 ล้านไปประเคนให้อเมริกาตามที่วอชิงตันเร่งรัด ทว่าพอเงินพร้อม อเมริกากลับขยิบตาแช่แข็งดีลทันที:

    -ผู้นำใบ้กิน: เมื่อวานนี้ (22 พฤษภาคม) แฟลชข่าวดังระเบิดทั่วเกาะ ไล่ ชิงเต๋อ โดนนักข่าวรุมจี้ถามข้ามหัว เจ้าตัวทำเป็นหูทวนลมแกล้งไม่ได้ยินและรีบเดินหนีเข้างานทันที ขณะที่โฆษกทำได้เพียงแก้ตัวว่า “ยังไม่ได้รับแจ้งเป็นทางการ”

    หมัดน็อกจากฝ่ายค้าน: ส.ส. สวี เฉี่ยวซิน (徐巧芯) จากพรรคก๊กมินตั๋ง สับแหลกกลางสภาว่า ดีลนี้ล่มไม่เกี่ยวกับ #สงครามอิหร่าน แต่เป็นเพราะ ไล่ ชิงเต๋อ ไม่สามารถทำให้วอชิงตันเชื่อใจได้ว่าจะไม่พาอเมริกาไปตายในสงครามแยกตัวเป็นเอกราช “นี่คือการโดนความจริงระหว่างประเทศตบหน้าอย่างจัง เป็นพฤติกรรมต้มตุ๋นหลอกลวงประชาชนเพื่อโกงคะแนนเสียงที่เฮงซวยที่สุด!”

    "นี่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ในเดือนพฤษภาคม 2026 ที่แสดงให้เห็นว่า ในสายตาของมหาอำนาจโลก ความมั่นคงของประเทศเล็ก ๆ เป็นเพียงตัวเลขในบัญชีดุลการค้าเท่านั้น

    ปัจจุบัน ‘ทั้งโลกเหลือแค่อเมริกาชาติเดียว’ ที่ยังยอมขายอาวุธให้ไต้หวัน ซึ่งลึก ๆ แล้ว ไต้หวันรู้ดีว่าอาวุธเหล่านั้นไม่มีนัยยะทางการทหารในการต่อกรกับ #กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ที่คุมน่านน้ำน่านฟ้าแบบเบ็ดเสร็จรอบเกาะได้เลย แต่มันคือการ ‘จ่ายค่าคุ้มครอง’ เพื่อซื้อความอุ่นใจและเอามาโฆษณาชวนเชื่อหลอกประชาชนในคูหาเลือกตั้งว่า ‘อเมริการักเรา’

    รายงานจากสถาบันระดับโลกอย่าง Brookings Institution โดยดร. คาวานา (Cavanaugh) ชี้ชัดว่า นโยบาย ‘ยุทธศาสตร์คลุมเครือ’ (Strategic Ambiguity) ของสหรัฐฯ มันหมดอายุและแบกรับต้นทุนไม่ไหวแล้ว หากเกิดสงครามบนเกาะพื้นที่กว้างแค่ 3 หมื่นกว่าตารางกิโลเมตร ที่ไม่มีพื้นที่ให้ทหารเคลื่อนพลแนวลึก อเมริกาต้องสังเวยชีวิตทหารและสูญเสียทางเศรษฐกิจนับล้านล้านดอลลาร์ แลกกับเกาะที่ไม่ได้เป็นผลประโยชน์แกนหลัก (Core Interest) ของตนเอง

    เมื่อทรัมป์เปลี่ยนเกาะไต้หวันจาก ‘พันธมิตรค้ำประกัน’ ให้กลายเป็น ‘ป้ายราคาประมูลขาย’ ฉากหน้าของการทูตแบบสร้างภาพลวงตาของพรรครัฐบาลไต้หวันจึงพังทลายลงทันที ปากบอกพร้อมรบแต่ผู้นำเดินหนีนักข่าว วิ่งหาทางออกไม่เจอ นี่แหละจุดจบของการฝากชีวิตไว้กับลมปากของนักเลงข้ามโลก!"

    #ChinaFocus

    Ref.: Alja Zeera/Newsweek

    https://www.facebook.com/share/p/1YB9gXW81b/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,456
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ก็คงเป็นคนนี้แหละ Kevin Warsh ประธาน Fed คนถัดไปต่อจากพาวเวลล์ ครึ่งปีหลังระวังกันไว้หน่อย อย่าหลงคิดว่าถ้านโยบายดอกเบี้ยผ่ิอนคลาย แปลว่าหุ้นจะขึ้น
    .

    สิ่งที่ต้องดูและสำคัญมากคือ Fed Balance Sheet เผื่อใครไม่ได้สังเกตุ หลัง Fed หยุดทำ QT เป็นต้นมา Fed มีการทำ QE อ่อนๆ เพื่อดูแลสภาพคล่องมาตลอด แต่หาก Kevin Warsh ยืนยันว่าจะลด B/S ล่ะก็ ต่อให้ลดดอกเบี้ย ก็ไม่ได้หมายความว่าสภาพคล่องตลาดจะผ่อนคลายนะ
    .

    หลังเขาเข้ารับตำแหน่ง เราคงต้องดูนโยบายกันให้แน่นอนอีกครั้ง ว่าโดยรวมแล้วตัวนโยบายนั้นผ่อนคลายหรือตรึงเครียด การใช้อัตราดอกเบี้ยมาตัดสินง่ายๆ นั้น ตัดสินไม่ได้อีกต่อไปแล้วค่ะ

    https://www.facebook.com/share/1H3vU1dx18/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,456
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ∆... "ตลาดพันธบัตรอเมริกากลิ่นเน่าโชยมาแต่ไกล... หนี้ เงินเฟ้อ พาทัวร์นรกแน่"

    ***... ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ตกอยู่ในความเสี่ยง

    ... แม้ว่าตลาดหุ้นจะอยู่ในช่วงขาขึ้น พวกเขากำลังชี้ให้เห็นถึง "ความไม่สอดคล้องกัน" ครั้งใหญ่ในวอลล์สตรีท

    ขณะนี้ พฤษภาคม 2026 ตลาดหุ้นกำลังเฉลิมฉลองผลกำไรของบริษัทที่สูงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งส่วนใหญ่ขับเคลื่อนโดยการเติบโตอย่างมหาศาลของโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ (AI)

    แต่เบื้องหลัง ตลาดพันธบัตร ซึ่งทำหน้าที่เป็นรากฐานของระบบการเงินโลก กำลังส่งสัญญาณเตือนอย่างรุนแรง

    ***... ประเด็นหลักอยู่ที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งเกิดจากหนี้ภาครัฐจำนวนมาก อัตราเงินเฟ้อที่ดื้อรั้นจากสงครามกับอิหร่าน และการใช้จ่ายสาธารณะจำนวนมหาศาล

    ... นี่คือเหตุผลที่ผู้เชี่ยวชาญกังวล และ "การล่มสลายของตลาดพันธบัตร" อาจฉุดตลาดหุ้นลงได้ในที่สุด

    ***1)... ลักษณะของ "ความเสี่ยง" ในตลาดพันธบัตร

    ในตลาดพันธบัตร เมื่อราคาลดลง อัตราผลตอบแทน (อัตราดอกเบี้ย) จะสูงขึ้น ขณะนี้ อัตราผลตอบแทนกำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

    (*... แปลว่าไม่มีใครอยากซื้อพันธบัตรอเมริกาแล้วนั่นเอง... )

    > ... อัตราผลตอบแทนพันธบัตรกระทรวงการคลังสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ทะลุ 4.5% ไปอยู่ที่ประมาณ 4.60% แล้ว

    >... อัตราผลตอบแทนพันธบัตรกระทรวงการคลังสหรัฐฯ อายุ 30 ปี พุ่งขึ้นเหนือ 5% แตะระดับสูงสุดที่ไม่เคยเห็นมาก่อนนับตั้งแต่ช่วงก่อนวิกฤตการณ์ทางการเงินปี 2008

    >... นี่แสดงให้เห็นว่านักลงทุนกำลังเรียกร้องอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นมากก่อนที่จะยอมให้รัฐบาลสหรัฐฯ กู้ยืมเงิน ... พวกเขาทำเช่นนี้เพราะภาระหนี้รวมของรัฐบาลกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว และภาวะเงินเฟ้อที่คงที่หมายความว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ ไม่สามารถลดอัตราดอกเบี้ยได้ง่ายๆ

    2) ... เหตุใดตลาดพันธบัตรจึงมีอิทธิพลเหนือตลาดอื่นๆ

    ตลาดหุ้นอาจเพิกเฉยต่อตลาดพันธบัตรได้ชั่วคราว

    แต่ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ตลอดไป

    ***... เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ทำหน้าที่เป็น "อัตราดอกเบี้ยปลอดความเสี่ยง" ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานพื้นฐานสำหรับต้นทุนการกู้ยืมเงินทั่วทั้งเศรษฐกิจโลก

    (... Bond yield : มันคือสัญญาณเตือนภัยทางเศรษฐกิจชั้นดี
    เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูงถึง 5% จะก่อให้เกิดผลกระทบแบบลูกโซ่ที่อันตราย:)

    >... แรงดึงดูดของตลาดหุ้น: หากนักลงทุนสามารถได้รับผลตอบแทน 5% ที่รับประกันและปราศจากความเสี่ยงเพียงแค่ถือพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐฯ พวกเขาก็จะมีแรงจูงใจน้อยลงที่จะเสี่ยงซื้อหุ้นที่มีมูลค่าสูง ซึ่งจะดึงเงินทุนออกจากตลาดหุ้นโดยธรรมชาติ

    >... ต้นทุนการกู้ยืมของบริษัทที่สูงขึ้น:

    บริษัทต่างๆ พึ่งพาการกู้ยืมเพื่อเป็นทุนในการเติบโต อัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นหมายความว่าการออกพันธบัตรของบริษัทจะมีราคาแพงขึ้นอย่างมาก

    ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งในขณะนี้สำหรับบริษัทเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ที่ต้องการเงินทุนราคาถูกหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูล AI ขนาดใหญ่

    >... ข้อจำกัดของผู้บริโภค:

    เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรของรัฐบาลสูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของผู้บริโภคก็พุ่งสูงขึ้นเช่นกัน อัตราดอกเบี้ยจำนองคงที่ 30 ปีโดยเฉลี่ยยังคงสูงกว่า 6%

    ซึ่งทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยชะลอตัวและลดการใช้จ่ายของผู้บริโภคในชีวิตประจำวัน

    3)... อันตรายจาก "ความประมาท"

    ปัจจุบันตลาดหุ้นซื้อขายอยู่ที่ระดับสูงมาก โดยดัชนี S&P 500 ซื้อขายอยู่ที่มากกว่า 21 เท่าของกำไรในอนาคต
    (... กลิ่นฟองสบู่แตกกำลังโชยมา= สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 16 เท่า)

    นักวิเคราะห์เตือนว่านักลงทุนในตลาดหุ้นกำลังประมาทอย่างมาก พวกเขามุ่งเน้นไปที่ผลประกอบการของบริษัทที่สดใส และเดิมพันว่าการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก (เช่น การปิดกั้นการขนส่งทางเรือใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ) จะคลี่คลายลงอย่างรวดเร็ว

    ***... คำเตือนหลักจากผู้เชี่ยวชาญคือ ตลาดพันธบัตรกำลังประเมินราคาเงินเฟ้อระยะยาวเชิงโครงสร้างและหนี้สาธารณะจำนวนมหาศาล

    ในขณะที่ตลาดหุ้นกำลังประเมินราคาอนาคตที่เติบโตอย่างรวดเร็วและไร้ที่ติ

    หากเงินเฟ้อยังคงสูงและผลตอบแทนยังคงเพิ่มขึ้น ตลาดหุ้นจะถูกบังคับให้เผชิญกับความเป็นจริงในที่สุด ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการปรับฐานอย่างรุนแรง

    >... บทเรียนจากประวัติศาสตร์:

    ในทางเศรษฐศาสตร์ "ตลาดพันธบัตร" มักถูกมองว่าเป็น "เงินทุนอัจฉริยะ" เพราะถูกครอบงำโดยผู้เล่นสถาบันขนาดใหญ่ที่มุ่งเน้นเฉพาะคณิตศาสตร์ เงินเฟ้อ และความเสี่ยงมหภาค เมื่อตลาดพันธบัตรเริ่มสั่นคลอนอย่างรุนแรง ตลาดหุ้นมักจะได้รับผลกระทบตามมาในไม่ช้า

    (***... และเมื่อวิกฤตการเงินล่มสลายมันก็จะกระทบกับประชาชนทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้... เพราะว่าพวกชนชั้นสูงเขาได้ออกแบบให้การเงินของโลกมันเชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์เด็ดดอกไม้ที่หนึ่ง ก็สะเทือนไปถึงอีกทีหนึ่งทั่วโลก... )

    https://www.facebook.com/share/p/1KwBWfea9B/
     

แชร์หน้านี้

Loading...