เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 23 พฤษภาคม 2026 at 20:29.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,395
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,125
    ค่าพลัง:
    +26,924
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,395
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,125
    ค่าพลัง:
    +26,924
    วันนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ ๒๓ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ วันนี้เรามีพิธีเปิดโครงการอบรมพระวิปัสสนาจารย์ประจำสำนักปฏิบัติธรรม ในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค ๑๔ โดยพระเดชพระคุณพระพรหมบัณฑิต, ศ.ดร. (ประยูร ธมฺมจิตฺโต ป.ธ. ๙, Ph.D.) กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานคณะกรรมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติ

    เรื่องที่ท่านบรรยายให้เราฟังนั้น กระผม/อาตมภาพจะทบทวนให้ทุกท่านฟังอีกครั้งหนึ่ง ก็คือท่านกล่าวถึงอานิสงส์ของการปฏิบัติในสมถกรรมฐาน ขอย้ำนะครับ "สมถกรรมฐาน" ว่าอันดับแรกเลยก็คือ อานิสงส์ที่เห็นทันตาในปัจจุบัน ได้แก่ ความสงบระงับ ของกาย ของวาจา ของใจพวกเราเอง ก็คือถ้าสมาธิทรงตัว ก็สามารถที่จะกด รัก โลภ โกรธ หลงให้ดับลงชั่วคราว ผู้ปฏิบัติธรรมจะได้รับความสุขความเยือกเย็นชั่วคราว จนกว่าจะหลุดจากการปฏิบัตินั้น จึงเป็นเรื่องที่เราท่านทั้งหลายต้องหาวิธีการ ในการรักษาอารมณ์การปฏิบัติธรรมของเราให้ต่อเนื่องให้ได้

    เนื่องเพราะว่าส่วนใหญ่ในปัจจุบันนี้ ที่เราปฏิบัติธรรมแล้วไม่เห็นผลก็เพราะว่าเราทำแล้วทิ้ง ไม่รู้จักรักษาอารมณ์ปฏิบัติของเราให้ต่อเนื่องตามกันไปเรื่อย ๆ ในเมื่อทิ้งช่วงลง กิเลส รัก โลภ โกรธ หลง ก็มีโอกาสงอกเงยใหม่ ดังนั้น..อานิสงส์ข้อแรกของการปฏิบัติสมถกรรมฐานก็คือ ความสงบระงับกิเลส เรียกง่าย ๆ ว่าเป็นสิ่งที่เห็นทันตา

    ข้อที่ ๒ ก็คือเกิดความรู้ เป็นปาริหาริกปัญญา ก็คือปัญญาในการที่เราจะมาบริหารตน บริหารคน บริหารงาน โดยเฉพาะทำอย่างไรไม่ให้เครียดกับงานตรงหน้า โดยที่ท่านยกตัวอย่างต่างประเทศ ซึ่งนิยมหันมาปฏิบัติธรรมกันเพื่อระงับความเครียดต่าง ๆ แม้แต่ตัวท่านเองก็ทำแบบนี้

    ข้อที่ ๓ ก็คือสติสัมปชัญญะจะสมบูรณ์ เมื่อสติรู้ตัว ก็จะมีสัมปชัญญะ คือปัญญาในการหาหนทางแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้า

    ดังนั้น..ในส่วนนี้จึงเป็นเรื่องของปัญญาเข้ามาประกอบด้วย โดยเฉพาะเราต้องรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา ไม่ใช่เอาแต่ "เถรตรง" ตะบี้ตะบันไปข้างหน้าอย่างเดียว ถ้าทำในลักษณะนั้น โอกาสที่จะหัวแตกแบบ "เถรตรง" ในตำราเขาว่าก็มีสูงมาก เพราะว่าเราจะพุ่งชนอย่างเดียว..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,395
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,125
    ค่าพลัง:
    +26,924
    ข้อสุดท้ายที่ท่านกล่าวถึงอานิสงส์ก็คือ ความดับสนิทไม่มีเชื้อของกิเลสในใจเรา

    คาดว่าหลายท่านฟังไปสองชั่วโมง อาจจะจับหลักไม่ได้ เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าสมาธิของเราไม่ดีพอ ถ้าสมาธิของเราดีพอ เราจะแยกแยะได้ว่าท่านพูดถึงอะไรเป็นหัวข้อหลัก ? อะไรเป็นหัวข้อรอง ? แล้วเนื้อหาในหัวข้อรองท่านอธิบายขยายความอย่างไร ? นี่ก็คืออานิสงส์อย่างหนึ่งของการปฏิบัติธรรม คือความทรงจำจะดีโดยอัตโนมัติ

    กระผม/อาตมภาพไม่ยกตัวอย่างคนอื่น ทั้ง ๆ ที่นักเทศน์ที่ดีเขาห้ามยกตัวอย่างตัวเอง แต่ด้วยความที่ยกตัวอย่างตัวเอง สามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำที่สุด อย่างที่เคยเล่าถวายหลายท่านไปแล้วว่า พอเริ่มรู้ภาษา ประมาณ ๒ ขวบครึ่ง ๓ ขวบ โยมพ่อก็อุ้ม
    กระผม/อาตมภาพหลับคอพับคออ่อนสวดมนต์อยู่ทุกวัน โดยที่ตอนแรกไม่รู้ว่านั่นคือการสร้างสมาธิ

    การสวดมนต์นั้นมีอานิสงส์มหาศาล ดังนั้น..สำนักไหนที่บอกว่า "ไม่ได้บวชมาเพื่อสวดมนต์" พวกเราก็พยายามห่าง ๆ เขาหน่อย เพราะหน้าที่หลักของพวกเรา ท่านที่อยู่จังหวัดกาญจนบุรีรุ่นเก่า ๆ จะได้ยินพระเดชพระคุณหลวงพ่อไพบูลย์ - พระธรรมคุณาภรณ์ (ไพบูลย์ กตปุญฺโญ ป.ธ.๘) อดีตเจ้าคณะจังหวัดกล่าวอยู่เสมอว่า หน้าที่ของพระเราก็คือ "ทำวัตรสวดมนต์ ท่องบ่นภาวนา ศึกษาเล่าเรียน พากเพียรปฏิบัติ"

    โดยเฉพาะการสวดมนต์ที่ว่ามีอานิสงส์มากก็คือท่านทำเป็นหรือเปล่า ? ถ้าท่านทำเป็น..อันดับแรกเลยก็คือสร้างสมาธิให้เกิด ถ้าสมาธิเคลื่อนไปคลายไป การสวดมนต์จะผิดพลาด แล้วบางทีหลายท่านผิดพร้อม ๆ กัน ถึงขนาดล่มทั้งวัดเลยก็มี..!

    อันดับที่ ๒ ก็คือใช้คำสวดมนต์แทนคำภาวนา เท่ากับว่าขณะที่สวดมนต์ ท่านก็ภาวนาสร้างสมาธิไปด้วย เพียงแต่เป็นคำภาวนาที่ยาวอยู่สักหน่อยเท่านั้นเอง

    อันดับต่อไปก็คือถ้าท่านใช้คำสวดมนต์เป็นคำภาวนา จะทำให้การสวดมนต์นั้นเป็นการทรงสมาธิในระดับฌานสมาบัติ อย่างที่ท่านอาจารย์พระมหาปราโมทย์ ฐิตปราโมชฺโช ป.ธ.๙ ได้พูดไปเมื่อตอนขึ้นกรรมฐาน ว่าเป็นฌานในการใช้งานจริง เราสวดมนต์นานเท่าไร คือเราทรงฌานได้นานเท่านั้น
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,395
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,125
    ค่าพลัง:
    +26,924
    อานิสงส์ข้อต่อไปคือสร้างทิพจักขุญาณให้เกิด ใครอยากเห็นผีเห็นเทวดา เห็นนรกสวรรค์ ถึงเวลาสวดมนต์ให้นึกถึงตัวหนังสือขึ้นมาเป็นตัว ๆ อยู่ตรงหน้าของเรา ถ้าซักซ้อมทำจนชำนาญ จะเหมือนอย่างกับเราเปิดหนังสืออยู่ต่อหน้า ถ้าท่านสามารถเห็นตัวหนังสือนั้นได้ชัดเจนเท่าไร ก็เห็นผีเห็นเทวดาได้ชัดเจนเท่านั้น..!

    ลำดับต่อไปก็คือท่านที่สามารถยกจิตขึ้นไปบนพระนิพพานได้ อย่างเช่นสายมโนมยิทธิ หรือว่าสายธรรมกาย เรายกจิตขึ้นไปสวดมนต์ถวายพระข้างบน ความจริงพระนิพพานเป็นสภาวธรรมละเอียดมาก เรามีโอกาสเกาะติดได้น้อยสุด ๆ แต่เนื่องจากว่าจิตมีสภาพจำ จึงทำให้เวลาเราสวดมนต์ภาวนาอยู่จิตจดจำได้ว่ายังมีงาน และต้องทำตรงนั้น จึงสามารถเกาะพระนิพพาน ซึ่งเป็นสภาวะปราศจาก รัก โลภ โกรธ หลง ชั่วคราวได้ ยิ่งสวดมนต์ได้มากเท่าไร โอกาสที่จะเกาะพระนิพพานก็มีมากเท่านั้น

    ประการต่อไปก็คือท่านที่แปลบาลีออก ถึงเวลานำเอาคำสวดมนต์ของเรามาประพฤติปฏิบัติได้ตามนั้นเลย อย่างที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระพรหมบัณฑิต, ศ.ดร. ท่านว่า สิ่งที่ประทับใจที่สุดของท่านในอานาปานสติสูตร หรือมหาสติปัฏฐานสูตร ก็คือ "นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ เราจะไม่ยึดมั่นถือมั่นในอะไร ๆ เลยแม้แต่น้อยหนึ่ง" ซึ่งถ้าใครสามารถปล่อยวางได้อย่างแท้จริง มีโอกาสที่จะหลุดพ้นจากกองทุกข์เข้าสู่พระนิพพานได้

    เรื่องพวกนี้ถ้าท่านทั้งหลายทำถึง กระผม/อาตมภาพพูดไป ทุกท่านจะเข้าใจทันที แต่ถ้าทำไม่ถึง อาจจะคิดว่ากระผม/อาตมภาพเพ้อเจ้อเหลวไหลอยู่คนเดียว..!

    คราวนี้การปฏิบัติธรรมตามที่พระเดชพระคุณท่านได้กล่าวมา เป็นสิ่งที่เราท่านทั้งหลายส่วนใหญ่ทำเป็นประจำอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าน่าเสียดายก็คือ เราทำแล้วไม่สามารถรักษาอารมณ์ต่อเนื่องได้อย่างที่กล่าวไปแล้ว จึงทำให้การปฏิบัติธรรมไม่สามารถที่จะเห็นผลได้ชัดเจน

    อีกประการหนึ่งก็คือเราทำน้อยแต่ใช้มาก เหมือนกับคนหาเงินได้น้อย แต่จ่ายเงินมาก โอกาสที่จะขาดทุนยับเยินจึงมีอยู่เสมอ อย่างเช่นว่าปฏิบัติภาวนา ๑ ชั่วโมง แต่พอเลิกปฏิบัติ เราไปนั่ง "เขี่ยไลน์" ไป "ส่องเฟซฯ" เสีย ๒ ชั่วโมง
    กำลังที่เราสะสมไว้เพื่อสู้กิเลสก็รั่วไหลไปหมด โอกาสที่ทุกท่านจะชนะกิเลสจึงไม่มีเลย กลายเป็นคนขยัน ทำงานทุกวัน แต่ผลงานไม่มีเลย..!
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,395
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,125
    ค่าพลัง:
    +26,924
    ท่านที่หวังความเจริญก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง จึงต้องพยายามสำรวมอินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของเราเอาไว้ให้มาก อย่าปล่อยให้สิ่งที่เราทำได้รั่วไหลออกไปทางประตูเหล่านี้ ค่อย ๆ สั่งสมกำลังให้มากขึ้น ๆ เหมือนกับเราปิดเขื่อนกั้นน้ำเอาไว้ เมื่อน้ำมีจำนวนมากพอ ก็สามารถหลากล้นผ่านสันเขื่อนไปได้เอง ก็เหมือนกับกำลังที่ท่านทั้งหลายสั่งสมไว้เพียงพอแล้ว ก็จะเกิดดอกออกผลขึ้นมาเอง..!

    แต่ทุกท่านต้องระวังให้จงหนัก เนื่องเพราะว่าส่วนใหญ่ถ้ามาสายสมถกรรมฐาน ถึงเวลาคุณวิเศษต่าง ๆ จะปรากฏขึ้น ถ้าถึงตอนนั้น ทุกท่านต้องหาเวลาส่วนตัว หลีกเร้นเข้าที่สงัด แล้วเร่งปฏิบัติให้ต่อเนื่อง ไม่เช่นนั้นแล้ว ญาติโยมจะมาตามกวนท่านไม่รู้จบ แล้วเราก็จะพังในเวลาอันรวดเร็ว..! เพราะว่าโยมแต่ละคนที่มา ความต้องการของเขาไม่มีที่สิ้นสุด เรายังเป็นผู้ฝึกหัดรักษาใจอยู่ เมื่อต้องไปปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น สมาธิก็เคลื่อนก็คลายออกมา ถ้าไม่เร่งรัดปฏิบัติเพิ่มเติม สิ่งที่ทำได้ก็จะพังลงในเวลาอันรวดเร็ว..!

    เราสูญเสียครูบาอาจารย์ที่มีความสามารถแบบนี้ไปมากแล้ว ไม่ว่าจะเป็นท่านอาจารย์นิกร ท่านอาจารย์ยันตระ หรือหลวงพ่อภาวนาพุทโธ ก็เพราะว่ายังอยู่ในระหว่างที่กดกิเลสเอาไว้ ไม่สามารถประหัตประหารกิเลสให้หมดสิ้นไปได้ แต่คุณวิเศษปรากฏให้คนอื่นเห็นเสียก่อน อย่างเช่นว่ารู้วาระใจของคนอื่น หรือว่าสามารถแสดงฤทธิ์ได้ คนเห็นว่าวิเศษ ก็แห่กันมาหาหัวไม่วางหางไม่เว้น ไม่มีเวลารักษากำลังใจของตนเอง ถึงเวลากิเลสตีกลับ ก็พังอย่างที่เห็น..!

    ทุกท่านที่มาเข้าโครงการปฏิบัติธรรมในครั้งนี้จึงพึงสังวรให้มากว่า หลักการที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ในโอวาทปาฏิโมกข์ ก็คือ "ปันตัญจะ สะยะนาสะนัง การนอนการนั่งในที่อันสงัด คือ ต้องมีเวลาปฏิบัติเพื่อตัวเองอยู่เสมอ" กระผม/อาตมภาพเป็นบุคคลที่ไม่ตามใจโยม โยมมาหาถึงวัดไม่มีโอกาสได้เจอตัว อยากจะทำบุญ ก็ตั้งเวรสังฆทานไว้แล้ว ทำบุญไปได้เลย เพราะว่าถ้าเราประมาท มัวแต่ไปต้อนรับญาติโยมอยู่ ถ้าสมาธิคลายตัวออกมา รัก โลภ โกรธ หลง ก็จะมาเหมือนกับเขื่อนแตก ถ้าเอาไม่อยู่ก็ต้องสึกหาลาเพศไป..!

    และ "อะธิจิตเต จะ อาโยโค การหมั่นประกอบในการทำจิตให้ทรงสมาธิให้ได้" ตราบใดที่ท่านทั้งหลายยังอยู่กับลมหายใจเข้าออก ตราบนั้นท่านยังปลอดภัยชั่วคราว พระพุทธเจ้าถึงขนาดตรัสว่า "บุคคลผู้ทรงฌานได้ มารจะมองไม่เห็น" เนื่องเพราะว่ากำลังฌานจะกด รัก โลภ โกรธ หลง ให้ดับสนิทลงชั่วคราว ทำให้ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ไม่สามารถที่จะก่อให้เกิดกิเลสได้ แต่ถ้าหลุดออกมาเมื่อไร ก็แปลว่าเดือดร้อนอีก..!

    พระวิปัสสนาจารย์จึงมักจะสอนว่า เราต้องปฏิบัติให้จดจ่อต่อเนื่องตามกันทุกลมหายใจเข้าออก แล้วทุกท่านส่วนใหญ่ก็ทราบดีแล้วด้วยว่าต้องทำอย่างไร แต่ด้วยความที่กำลังที่เราสั่งสมมายังไม่เพียงพอจะสู้กิเลส จึงอยู่ในลักษณะ "ดีชั่วรู้หมด แต่มักจะอดไม่ได้"

    ในเมื่อเราจะเป็นพระวิปัสสนาจารย์ไปสอนคนอื่น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องสอนตัวเองให้ได้ก่อน ดังบาลีที่ว่า "ยถาวาที ตถาการี เราพูดอย่างไร เราต้องทำอย่างนั้นด้วย ยถาการี ตถาวาที เราทำอย่างไร ก็ต้องพูดตามนั้นด้วย" ถ้าทำอย่างนี้ได้ สิ่งที่ท่านพูด สิ่งที่ท่านทำ ก็จะเกิดความขลังความศักดิ์สิทธิ์ให้คนเชื่อถือขึ้นมาเอง

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา ตลอดจนกระทั่งผู้รับการอบรม และญาติโยมทั้งหลายแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันเสาร์ที่ ๒๓ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...