เรื่องเด่น ปกิณกธรรมช่วงบวชเนกขัมมะปฏิบัติธรรม วันเฉลิมพระชนมพรรษา วันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา ปี ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 9 สิงหาคม 2026 at 17:12.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,829
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,206
    ค่าพลัง:
    +26,984
    ก่อนปฏิบัติธรรมช่วงเช้า วันเสาร์ที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๙​

    ใครมาช้าจะตีละนะ..! หลวงพ่อฉันเสร็จ อาบน้ำ แต่งตัวแล้วถึงออกมา พวกเรามีเวลามากกว่าตั้งเยอะ ถ้ามาไม่ทันก็ต้องบอกว่าสมควรตาย..!

    อย่าทำตัวเป็นคนมีเวลามาก เพราะว่าเราจะตายลงไปตอนไหนก็ไม่รู้ !? ชีวิตมีอยู่แค่ลมหายใจเข้าออก หายใจเข้า..ไม่หายใจออก..ก็ตายแล้ว หายใจออก..ไม่หายใจเข้า..ก็ตายอีกเช่นกัน ดังนั้น..มัวแต่ประมาท ไม่รู้จักขวนขวายความดีใส่ตัว ถึงเวลาตายแล้วจะรู้ว่าที่ทำมานั้นยังไม่พอกิน..!

    สมัยก่อนไปคิดว่าเด็ก ๆ เขาโตเร็ว มาสมัยนี้เปลี่ยนใหม่ กลายเป็นว่าเราแก่เร็ว จากคนอื่นโตเร็ว กับเราแก่เร็ว เป็นคนละเรื่องกันเลยนะ คนอื่นโตเร็วนั่นมองออกข้างนอก เราแก่เร็วนี่มองกลับเข้าข้างใน..!

    บาลีว่า อชฺฌตฺตํ วา เห็นภายในบ้าง พหิทฺธา วา เห็นภายนอกบ้าง ก็คือไม่ใช่เห็นอยู่ฝ่ายเดียว ถ้าเห็นอยู่ฝ่ายเดียว สภาพจิตบางทียังไม่ยอมรับจริง ๆ ก็ต้องเห็นทั้งตัวเรา ทั้งคนอื่น ทั้งสัตว์อื่น ทั้งวัตถุธาตุสิ่งของ เกิดขึ้นในเบื้องต้น เปลี่ยนแปลงในท่ามกลาง สลายตัวในที่สุด

    แต่คราวนี้พวกเราบางที ศีล สมาธิ ปัญญา ยังไม่พอ ในเมื่อเป็นเช่นนั้น คำว่าปัญญาก็เลยยังเข้าไม่ถึง ส่วนใหญ่เป็นแค่สัญญาคือ "จำได้" ถ้าปัญญานี่ "ทำได้" ต่างกันนิดเดียว..!

    คำว่า "ทำได้" ในที่นี้ก็คือ รู้เห็นและยอมรับตามนั้นอย่างแท้จริง ไม่มีการเถียงอีก บอกว่าร่างกายไม่ใช่ของเรา ก็ยอมเชื่อชนิดที่มอบกายถวายชีวิตเลย..!

    เราจะเข้าถึงตรงนั้นได้ก็ต้องหมั่นรักษาศีล เจริญภาวนาไปเรื่อย ซักซ้อมการใช้ปัญญาพิจารณาไปเรื่อย ส่วนใหญ่พวกเราจะภาวนาแล้วทิ้ง ไม่ได้เอาไปใช้
    การภาวนาเป็นการสะสมกำลังเพื่อสู้ให้ชนะกิเลส คราวนี้พวกเราพอภาวนาแล้ว ไม่ได้เอากำลังนั้นไปใช้สู้กับกิเลส กิเลสก็เลยฉวยเอากำลังนั้นไปใช้แทน ถึงเวลาแทนที่เราจะใช้ปัญญา ใช้กำลังที่ได้มาจากการภาวนา ไปคิดพิจารณา ตัด ละ โดยเฉพาะตัดในร่างกายนี้ เราไม่ได้ใช้ ก็ทำให้กิเลสขโมยไปใช้แทน..!
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,829
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,206
    ค่าพลัง:
    +26,984
    สังเกตจะเห็นว่า ถึงเวลาแล้วเราจะ รัก โลภ โกรธ หลง รุนแรงมากเป็นพิเศษ เนื่องเพราะว่าก่อนหน้านี้เราไปกดกิเลสเอาไว้ พอกิเลสกลัวว่าจะตาย เมื่อมีช่องทางกิเลสก็ดิ้นสุดแรง ลำพังแรงของกิเลสนั้นไม่เท่าไร แต่คราวนี้กิเลสเอาแรงของเราไปใช้ด้วย ก็คือแรงจากศีลจากสมาธิที่เราสะสมมาไปใช้แทน..!

    ในเมื่อเราไม่เอาไปใช้ตัดกิเลส กิเลสก็เอาไปใช้ฆ่าเราแทน แล้วเราก็ตายคาที่ทุกครั้ง..! จิตตก สมาธิตก กรรมฐานแตก แล้วแต่ใครจะเรียก พังไปเป็นเดือนเป็นปี บางทีอายจนไม่อยากมองหน้าหมาเลย เพราะว่าหมาดีกว่าเราตั้งเยอะ..!

    เพราะฉะนั้น..คราวหน้าพอเราภาวนาพิจารณาสั่งสมกำลังได้แล้ว ให้เอาไปตัดกิเลส หลัก ๆ ถ้าไม่รู้จะตัดอย่างไร ก็ให้พิจารณาเข้าหาไตรลักษณ์ ลักษณะธรรมชาติสามอย่างของร่างกายเรา ของคน ของสัตว์ ของวัตถุธาตุ ก็คือทุกอย่างไม่เที่ยง ทุกอย่างเป็นทุกข์ ไม่มีอะไรเป็นตัวตนเราเขาให้ยึดถือมั่นหมายได้ พิจารณาแล้วให้ใจยอมรับจริง ๆ ว่าเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่คิดว่าเรายอมรับเพราะว่าคำตอบนั้นถูก แต่เป็นการยอมรับออกจากกาย จากวาจา จากใจเลย ไม่มีการคัดค้าน..!

    บอกว่ายากก็ยาก บอกว่าง่ายก็ง่าย คือถ้าทำถูกวิธีก็ง่าย คราวนี้การที่จะทำถูกวิธี ก็ต้องหกล้มหกลุก หัวร้างคางแตกมานับครั้งไม่ถ้วน เพราะฉะนั้น..บุคคลที่เป็นนักรบสู้กับกิเลสก็มักจะแผลทั้งตัว เย็บกันจนเข็มหลง ไม่มีใครหรอกที่มาถึง ตั้งใจรักษาศีล..นั่งสมาธิ..พุทโธ..พุทโธ..ปํญญาเกิด..ตัดโชะได้เลย..! เกิดมายังไม่เคยเจอ..!

    ทุกคนต้องหกล้มหกลุกกันมานับครั้งไม่ถ้วนทั้งนั้น อาตมภาพเองตอนเป็นฆราวาสกับตอนบวชใหม่ ๆ นี่พังวันหนึ่งเป็นร้อย ๆ ครั้ง แต่ด้วยความดื้อ เราต้องชนะให้ได้ ก็สู้ไปเรื่อย คราวนี้การที่เราจะดื้อสู้ นั่นก็คือขันติบารมี..ความอดทน วิริยบารมี..ความพากเพียร ต้องมีพอ ถ้ามีไม่พอก็สู้กิเลสไม่ได้

    ดังนั้น..ในเรื่องของการปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้น สนามรบครั้งสุดท้ายมักจะเป็นบารมี ๑๐ ปะทะกับสังโยชน์ ๑๐ ต่างฝ่ายต่างมีแม่ทัพฝ่ายละ ๑๐ คน รบกันไป มีข้อดีและข้อเสียก้ำกึ่งกัน ก็คือถ้าใครเป็นฝ่ายชนะสนามแรกมักจะชนะไปเรื่อย เพราะว่าเห็นช่องทางและวิธีการแล้ว ถ้าหากว่าแพ้ก็แพ้ไปเรื่อยเหมือนกัน แต่ถ้าสู้ต่อเราก็อาจชนะได้ เพราะว่าส่วนใหญ่แล้วบางทีก็เหมือนอย่างที่ภาษิตจีนเขาบอก "กองทัพสองฝ่ายปะทะกัน ถึงจะชนะ ฝ่ายตรงข้ามสูญเสียหนึ่งพัน เราก็สูญเสียแปดร้อย..!" ไม่ใช่ว่าแพ้แล้วจะยอมแพ้ไปเลย แพ้แล้วต้องสู้ต่อ ยังตายไม่ครบแปดร้อยนี่ห้ามหนี..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,829
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,206
    ค่าพลัง:
    +26,984
    มีใครเคยอบรมการขายประกันบ้างไหม ? ในการอบรมขายประกัน เขาบอกว่า "ขายคนที่ ๑ - ๘๐ ไม่ประสบความสำเร็จอย่าเพิ่งท้อใจ เราอาจจะขายให้คนที่ ๘๑ ได้..!" เขาให้โอกาสขนาดนั้นเลย..!

    เรื่องของความพากเพียรความอดทน อย่างที่สายพอง - ยุบเขาว่า "อดทนหนอ..พากเพียรหนอ" ปลอบใจตัวเอง ถามว่าทำไมต้องปลอบใจตัวเองด้วย ? เพราะใจเรานี่ถ้าหากว่าไม่สู้ จะไม่ชนะอะไรเลย จึงต้องทุ่มเทสู้ทุกทาง

    คนอื่นพูดเราฟังสนุก พอเราเจอเองนี่น้ำตาไหล ทำไมหลวงพ่อเล่า ฟังแล้วง่ายจัง ? ไม่ได้ง่ายหรอก พอถึงเวลาของเราก็อย่าไป "ดราม่า" มากสิ ทำเป็นซีรีส์แนวตั้งไปได้ "ดราม่า" เยอะจัด..!

    เรื่องของการปฏิบัติธรรม เป็นเรื่องของความอดทน ความพากเพียร และ ปัญญา ถามว่าส่วนอื่นสำคัญไหม ? สำคัญ..แต่ถ้าความอดทนไม่พอเราจะท้อเสียก่อน ความพากเพียรไม่พอเราก็เลิก ปัญญาไม่พอเราก็คลำไม่ถูกทางเสียที..!

    ถ้าหากว่าเดินผิดก้าวแรก ก็เดินผิดตลอด แต่บางคนดวงดี ถึงก้าวแรกจะผิด เดินไปเรื่อย อ้อมโลก แล้วในที่สุดก็กลับเข้าถูกทางจนได้ พวกนั้นเขาเรียก ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา ปฏิบัติก็ลำบาก บรรลุก็ยาก แต่กูเอาจนได้..! พวกนั้นเขาบอกว่าประสบการณ์เยอะ ไม่มีอะไรที่ไม่เคยเจอ อะไรที่พลาด ที่ผิด ที่อกหัก กูโดนมาหมดแล้ว..!

    ถ้าท่านทั้งหลายเหล่านั้นบรรลุเมื่อไร เล่าได้ทุกเรื่อง ทุกขาปฏิปทา คือการปฏิบัติแบบลำบาก ทันทาภิญญา บรรลุก็ยาก ฟังแล้วอยากร้องไห้ แต่ดันมีคนบรรลุ..! ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เราก็มีตัวอย่างแล้ว

    สุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา ปฏิบัติง่าย ๆ บรรลุง่าย ๆ พวกนี้พระพุทธเจ้ากวาดไปหมดแล้ว
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,829
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,206
    ค่าพลัง:
    +26,984
    มาถึงยุคเราก็ต้องทุกขาปฏิปทาแล้ว แต่คราวนี้จะทันธาภิญญา บรรลุยาก หรือขิปปาภิญญา บรรลุง่าย ก็ขึ้นอยู่กับการสั่งสม ขึ้นอยู่กับปัญญาตัวเอง ทำแล้วอะไรดี อะไรง่าย อะไรสะดวก พูดง่าย ๆ ก็คือรักษาใจไม่ให้ รัก โลภ โกรธ หลง กินได้ก็เอาแล้ว อย่าไปคิดมาก ไม่ใช่โน่นทำถูกไหม ? นี่ทำจะดีไหม ? พวกนั้นยังอีกห่างไกล..!

    เรื่องของการปฏิบัติธรรม เขาให้ลงมือทำ ไม่ใช่ถาม ถามแล้วฟุ้งซ่าน..! เนื่องเพราะว่าเวลาถาม เราก็มักจะได้รับคำอธิบายจากครูบาอาจารย์ แต่คราวนี้บางทีครูบาอาจารย์ท่านไปด้วยเครื่องบิน แต่เราเดินดินไป สิ่งที่ท่านบอกมาก็เลยใช้ไม่ได้กับเรา แต่เรากลับไปตั้งหน้าตั้งตาว่า เมื่อไรเราจะลอยพ้นพื้นสักที ? เมื่อไรเครื่องจะขึ้น ? ทั้ง ๆ ที่ตัวเองเดินอยู่แล้วจะบินขึ้นไปได้อย่างไร ?

    ก็แปลว่าปัญญาจะต้องพอ ก็คือต้องรู้ว่าอะไรเหมาะ อะไรสม อะไรควร อะไรไม่ควร เรื่องของกาลเทศะก็จำเป็นในการปฏิบัติธรรม ไม่ใช่ไปงานแต่งแล้วก็เอาน้ำไปสาดหน้าเจ้าสาว..! นั่นไม่รู้กาลเทศะ หรือไปงานแต่ง แทนที่จะแต่งตัวให้เรียบร้อยหน่อย กูก็ไปทำนมหกแข่งกับเจ้าสาว..! แบบนั้นก็ปล่อยไปเถิด ยังอีกนานกว่าจะมีกาลเทศะ..!

    กาลเทศะจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ เราทำไปแล้วรู้สึกว่าเริ่มมีผล พอเริ่มมีผล ศรัทธาความเชื่อก็จะหนักแน่นขึ้น ในเมื่อศรัทธาความเชื่อเกิดขึ้น ก็จะพยายามทำตามจารีตประเพณีต่าง ๆ จนกลายเป็นคนมีกาลเทศะ

    ฟังดูเหมือนไม่น่าจะเกี่ยวกันเลย แต่ว่าเกี่ยว เพราะว่าถ้าหากว่าปฏิบัติธรรมแล้วมีสติ เขาจะไม่ถามว่า "ทำแล้วได้อะไร ?" แต่ถ้ามีคำถามก็จะอยู่ในลักษณะ "ทำเพื่ออะไร ?" ทำเพื่อตนเอง ทำเพื่อสังคม ทำเพื่อครอบครัว แล้วแต่กำลังใจและบารมีแต่ละคน สร้างบารมีมาน้อยก็ทำเพื่อตัวเอง สร้างบารมีมามากอีกหน่อยก็ทำเพื่อครอบครัว สร้างบารมีมาเข้มข้นมากก็ทำเพื่อสังคม ทำเพื่อประเทศชาติ

    ไม่ได้ถามว่า "ทำแล้วได้อะไร ?" แต่กลายเป็นว่า "ทำเพื่ออะไร ?" ในเมื่อเป้าหมายชัดเจนแล้ว ก็ตั้งหน้าตั้งตาทำไป คราวนี้พวกเราเป้าหมายไกลมากว่าทำเพื่อพระนิพพาน ในเมื่อทำเพื่อพระนิพพาน เราจะมาทำตัวเป็นคนมีเวลามากไม่ได้แล้ว อะไรที่รุงรังเป็นเครื่องถ่วง ต้องทิ้งให้หมด..!
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,829
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,206
    ค่าพลัง:
    +26,984
    พรรษานี้วัดท่าขนุนไม่มีพระบวชจำพรรษา เนื่องเพราะว่าทางบ้านโทรมาตาม แล้วนาคขอกลับบ้าน นั่นเป็นเครื่องถ่วง อาตมภาพเองมักจะโดนอะไรทดสอบแสบ ๆ หนัก ๆ ตลอด สมัยเป็นฆราวาสทำงานแทบล้มประดาตาย บางทีโอที ๓ - ๔ แรง ทำงานกันยันสว่าง รวม ๆ แล้วเดือนหนึ่งได้ ๗ - ๘ พันบาท

    ทันทีที่รับปากหลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุง ว่าจะบวชให้ เขามาเสนอเงินเดือนให้สามหมื่นบาท พร้อมที่พัก อาหาร สวัสดิการ รักษาพยาบาล พร้อมทุกอย่าง ก่อนหน้านี้ทำไมไม่ให้กู มาให้วันที่กูจะบวช..!? เห็นหรือยังว่าถ่วงตรงไหน ?

    โยมแม่ขอร้องแล้วขอร้องอีกให้บวช ตั้งแต่อาตมภาพอายุครบ ๒๐ ปี แต่ด้วยความที่ดันทะลึ่งเห็นนรกตั้งแต่ก่อนอายุยี่สิบ ก็เลยไม่กล้าบวช จึงปฏิเสธท่านมาเรื่อย จนกระทั่งรับปากหลวงพ่อท่านว่าจะบวช พอไปบอกแม่ แม่ที่รบเร้าให้บวชอยู่ตลอด ถามว่า "มึงไปแล้วกูจะอยู่กับใคร ?" เห็นหรือยังว่าถ่วงแบบไหน ? ก็เลยบอกแม่ว่า "แม่มีลูกตั้ง ๑๒ คน ถ้าหายไปคนหนึ่ง ไอ้ที่เหลือไม่ดูแล ก็เรื่องของแม่เถอะ..ผมไปแล้ว..!"

    พวกเราเด็ดขาดพอไหม ? ถ้าเด็ดขาดไม่พอ เด็ดแล้วไม่ขาด ภาษาไทยลึกซึ้งมาก ถ้าเด็ดต้องขาด ถ้าเด็ดไม่ขาดก็ติดอยู่นั่นแหละ เป็นอะไรที่พวกเราต้องเก็บไว้ดูเป็นอุทาหรณ์ว่า กิเลสมีมารยามาก พอถึงเวลาเขาพยายามจะถ่วงจะรั้งเราทุกวิถีทาง..!
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,829
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,206
    ค่าพลัง:
    +26,984
    อาตมภาพเคยบ่นกับญาติโยมว่า ไม่ใช่ตัวเองไม่อยากมีครอบครัว ฆราวาสคนหนุ่มก็อยากมีเมียทั้งนั้นแหละ..! แต่ดันทะลึ่งไปเห็นว่าอนาคตตัวเองจะต้องบวช ถ้าลักษณะอย่างนั้นแล้ว มีครอบครัวแล้วทิ้งไปบวช อาตมภาพไม่เอาด้วย วิธีที่ดีที่สุดก็คือ อย่าไปยุ่งกับใครเลย..หมดเรื่อง..ไม่ต้องไปรับผิดชอบชีวิตเขา..!

    แล้วก็เจ้ากรรมเถอะ..เหมือนกับโดนแกล้ง แต่ละบ้านก็อยากได้อาตมภาพเป็นลูกเขยเหลือเกิน ส่วนใหญ่บ้านที่รู้จักก็มีลูกสาวคนเดียวบ้าง ลูกสาวสองคนบ้าง ไม่มีลูกชายเลย..! กลายเป็นว่าคลุกคลีตีโมงกันไป ถึงเวลาเขาก็จัดให้นอนห้องเดียวกับลูกสาวเขา คงหวังจะรวบหัวรวบหางกระมัง ? แต่คนเราก็อาศัยที่ฝึกมาดี เป็นเรื่องตลกมาก แมวเฝ้าปลาย่างแล้วมีกติกาว่าห้ามกินปลา แหม..จะตายให้ได้..! ต้องสู้กับใจตัวเอง แต่ว่าถ้าทำได้จะภูมิใจตัวเองว่า กิเลสแค่นี้ยังสู้เราไม่ได้หรอก..!

    สำคัญตรงที่ต้องเด็ดขาด ไม่ก็คือไม่..! พวกเราส่วนใหญ่แล้ว ดีชั่วรู้หมดแต่อดไม่ได้ แหมน่ารักมาก..! ถ้าใครดูหนังจีนซีรีส์แนวตั้ง จะได้ยิน "ไอ้ตัวน่ารัก" ความจริงในภาษาจีนเขาด่าว่า "ไอ้สารเลว" แต่ถ้าด่าแบบนั้นเดี๋ยวออกอากาศไม่ได้ ก็เลยแปลเป็นไทยว่า "ไอ้ตัวน่ารัก"

    แล้วคำว่า "ตาย" ในภาษาจีน ออกเสียงคล้ายคำว่า "สี่" คราวนี้ถ้าใช้คำว่า "ตาย" เกี่ยวกับเข่นฆ่าขึ้นมา เดี๋ยวก็ไม่ผ่านเซ็นเซอร์อีก เขาก็เลยแปลเป็นไทยว่า "เจ้าหาสาม..!" ก็คือ "มึงหาที่ตาย..!" คนที่ฟังแล้วไม่รู้เรื่องว่า "หาสาม" คืออะไร ให้รู้ไว้ว่าเขาบอกว่า "มึงหาที่ตาย..!"

    เดี๋ยวพวกเราสมาทานศีล สมาทานพระกรรมฐานกัน
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...